สมคิด ยันไม่ยุ่งการเมือง อยู่บ้านเลี้ยงลูกสบายใจกว่า มั่นใจประเทศผ่านพ้นวิกฤติไปได้ หากคนไทยไม่ตีกัน ด้านนักวิชาการเตือนอย่าบ้าคลั่ง- หดหู่ทางการเมือง ให้ตั้งสติพิจารณานโยบายหาเสียง ระบุต้องช่วยกันชูคนดีดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง อนาคตประเทศไทย : นวัตกรรมเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่หอประชุมสุนันทานุสรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ว่า จริง ๆ แล้ว ตนไม่อยากจะไปพูดที่ไหนเลย เพราะเกรงจะขัดกับกฎระเบียบ กกต.ที่ห้าม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ในงานนี้เป็นงานวิชาการ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทั้งนี้สังคมในประเทศ เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ถือเป็นเรื่องสำคัญ และถือเป็นปัจจัยที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลควรเข้าไปดูแล
ดร.สมคิด กล่าวว่า ตอนนี้เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกร้อยละ 67 ถือว่าเป็นโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ไม่ปกติ ตลาดในประเทศเผชิญกับความไม่มั่นใจ ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราย่ำอยู่กับที่ ไม่มีการสานต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวิจัย เทคโนโลยี และการพัฒนาคน สิ่งเหล่านี้น่าเป็นห่วง และที่ผ่านมาประเทศประสบปัญหามาตลอด ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ มาเรื่องโรคซาส์ ไข้หวัดนก สึนามิ และมาถึงปัญหาการเมือง คนส่วนใหญ่มองว่า ประเทศไทยเศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะแย่ แต่สำหรับตนกลับมองว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพ เรายังดีอยู่ ขอเพียงเราไม่ตีกัน มันก็จะมีเอกภาพ
ดร.สมคิด กล่าวต่อว่า แม้ว่าขณะนี้เรากำลังประสบกับปัญหาน้ำมันแพง แต่ตนเชื่อว่าเราฝ่าไปได้แน่นอน ขนาดปี 40 เราประสบกับวิกฤตสูงสุด เรายังฝ่ามาได้ ในอนาคตอันใกล้นี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หากเรามีความจริงใจในการแก้ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรรัฐบาลจึงจะเข้าไปเห็นปัญหา ทำอย่างไรที่จะให้สังคม เป็นสังคมที่พอเพียง ไม่ทำอะไรที่เกินตัว ไม่โลภ ไม่เก็งกำไร คนที่เข้ามาบริหาร ต้องมีสติปัญญารอบคอบ รัฐบาลต้องดูว่าจะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทำอย่างไรให้สังคมเป็นสังคมที่สมดุล ที่ผ่านมาเราเน้นแต่ปริมาณ แต่ไม่มีการเน้นที่คุณธรรม
การเมืองไทยต่อจากนี้ต้องสร้างสรรค์ เชิงคุณภาพ ไม่ใช่ต่างคนต่างกิน ชิงดีชิงเด่นกัน มีแต่การเมืองเชิงปริมาณ ถ้าเป็นการเมืองเชิงปริมาณ ก็คนละเรื่อง ประเทศประชาธิปไตยเขาต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ใช่ให้แค่มีการเลือกตั้ง เพื่อตั้ง ครม.มันคนละเรื่องกัน ไม่เช่นนั้นประเทศก็ไปไม่รอด เพราะประชาชนเป็นคนเลือกเราเข้ามา ไม่ใช่การเลือกที่นำไปสู่การตั้ง ครม. อนาคตของประเทศไม่ใช่อยู่ที่พวกผม ผมอายุ 54 ปีแล้ว อยู่ใน 111 คน ผมตั้งใจไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลย เพราะคนเราหากจะทำประโยชน์ให้กับสังคม ทำได้หลายอย่าง ผมต้องการที่จะไปทำร่างกายให้แข็งแรง เพื่อที่จะดูการเติบโตของลูกที่อายุเพียง 5 ขวบ และดูการเติบโตของประเทศไทยต่อไป ดร.สมคิด กล่าว
ด้านนายจีระ หงศ์ลดารมภ์ อาจารย์ประจำโครงการปริญญาดุษฎีบัณฑิต และการจัดการดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา กล่าวว่า สิ่งที่ตนไม่อยากเห็นการเมืองหลังเลือกตั้งก็คือ ไม่อยากให้นักการเมืองมองประโยชน์เกี่ยวกับครอบครัว พวกพ้องเป็นเรื่องหลัก มองใกล้ เป็นการลงทุนเพื่อถอนทุน และเป็นการเมืองแห่งการล้างแค้น แต่การเมืองยุคใหม่ต้องมีนวัตกรรมทางความคิด มองไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน สมานฉันท์ และให้อภัย
ผมไม่อยากให้เบื่อการเมือง ไม่ต้องถึงกับบ้าคลั่งการเมือง อย่าท้อใจ หดหู่ เพราะการเมืองไม่ใช่ตัวแปรในการตัดสินใจทุกอย่างในชีวิตของเรา ก่อนการเลือกตั้ง ขอให้ศึกษานโยบายต่างๆ ที่นักการเมืองพูดไว้ ศึกษาให้รอบคอบ ว่าจริงหรือเปล่า อย่าเพ้อฝันกับสิ่งที่เขาพูดตลอดเวลา และหลังจากเลือกตั้งแล้ว เราก็ต้องดูว่าเขาทำอะไรเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ที่ผ่านมาสื่อให้น้ำหนักทางการเมือง บอกว่ามีอำนาจเก่าอำนาจใหม่ สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วอย่าไปวิตกการเมืองจนเกินไป นายจีระ กล่าว
นายจีระ กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องบริหารประเทศด้วยความสมดุล ระหว่างการรับเอาโลกาภิวัตน์ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และผู้นำในอนาคตของเราจะต้องเป็นกลางๆ ระหว่างความเป็นไทยกับสิ่งที่เป็นโลกาภิวัตน์ ตนอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มีทุนทางปัญญา จริยธรรม แต่ให้มีการวิเคราะห์เป็น และมองทุกอย่างแบบยาวและยั่งยืน ยกย่องคนดีที่ไม่ไปใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และการเมืองยุคใหม่จะต้องลดปัญหาคอร์รัปชั่นให้ได้ อย่ายกย่องเขาเพราะมีอำนาจและเงิน
ภารกิจหลักของรัฐบาลต่อไป คือการเดินหน้าสร้างความเข้าใจกับประเทศต่างๆ ว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย เราต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาเขาหยุด เนื่องจากกฎหมายบางประเทศที่เกี่ยวข้องกับการให้การลงทุนในประเทศประชาธิปไตย ผู้นำอาจจะเป็นคุณอภิสิทธิ์ หรือคุณสมัคร หรือใคร ก็ต้องเดินสายบอกว่า ประเทศของเราพร้อมที่จะรับการลงทุนจากต่างประเทศแล้ว ทั้งในส่วนของประเด็นการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ก็ต้องเข้าใจว่าชาวบ้านเขาไม่ได้ต้องการเงินอย่างเดียว เขาต้องการความรู้ และการบริหารจัดการ และต้องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สร้างกลุ่มเพื่อถกเถียงไม่ใช่ไปสั่งอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อที่จะพัฒนา นายจีระ กล่าว