เพื่อแผ่นดินเอาคืนพลังประชาชน หลังศาลฎีกาสั่งคืนสิทธิเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบสัดส่วนให้แก่'สิทธิชัย โควสุรัตน์'รอง หน.พรรค ประกาศร้องเรียน กกต.แอบอ้างชื่อเป็นสมาชิกพรรคเล่นงานทั้ง'สมัคร สุนทรเวช-นายทะเบียน' พปช.ลั่นพร้อมสู้ ยันมีหลักฐานพิสูจน์ลายมือหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)สั่งเพิกถอนสิทธิการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.)ว่า ให้ กกต.ประกาศให้นายสิทธิชัยเป็นผู้สมัครส.ส.ระบบสัดส่วนในกลุ่ม 4 ลำดับที่ 10 เนื่องจากมีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่า นายสิทธิชัยมิได้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน(พปช.)และสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินพร้อมกันทั้งสองพรรค ทำให้ไม่มีลักษระต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการสมัคร ส.ส.นั้น
ปรากฏว่า คำสั่งศาลฎีกาดังกล่าว ทำให้นายสิทธิชัยและพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศว่า จะร้องเรียน กกต.ให้ตรวจสอบพรรคพลังประชาชนว่า แอบอ้างชื่อนายสิทธิชัยเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนและดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหาปลอมแปลงเอกสารซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนได้ ถ้ามีการวินิจฉัยว่า การกระทำของพรรคพลังประชาชนเพื่อให้นายสิทธิชัยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ทั้งนี้นายสิทธิชัย แถลงว่า รู้สึกดีใจที่ศาลฎีกาให้ความยุติธรรมกับตน และขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจ เพราะที่ผ่านมาถูกคู่แข่งขันปล่อยข่าวโจมตีว่า กกต. ได้ตัดสิทธิในการลงสมัครส.ส. แล้ว และตนจะโดนโทษจำคุก 10 ปีด้วย ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้ ได้มอบหมายให้นายสันติ สาทิพย์พงศ์ รองเลขาธิการพรรคและฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อแผ่นดิน รับไปดำเนินการต่อไป
นายสันติกล่าวว่า กรณีของนายสิทธิชัยแบ่งออกเป็น 2 คดีคือ 1. คดีระหว่างนายสิทธิชัยกับกกต. ซึ่งจบลงแล้ว และ 2. คดีการปลอมแปลงลายมือชื่อของนายสิทธิชัยในใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน (พปช.) ซึ่งสามารถอาศัยเนื้อหาในคำพิพากษาของศาลฎีกาดำเนินคดีปลอมแปลงลายเซ็นต่อได้ และก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายสิทธิชัยก็เคยแจ้งความไว้ที่สน.มักกะสันแล้ว จึงสามารถตามคดีต่อได้ โดยให้เจ้าพนักงานเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีต่อไป
นายสันติกล่าวว่า นอกจากนี้ พรรคเพื่อแผ่นดินจะทำหนังสือถึง กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีพปช. แอบอ้างชื่อของนายสิทธิชัยว่าเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 19 และมาตรา 106 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง(มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีและปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ)หรือไม่ และกกต. สามารถตรวจสอบต่อว่ามีการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือไม่ หากใช้ลายเซ็นปลอมจริง หัวหน้าพรรค (นายสมัคร สุนทรเวช) และนายทะเบียนพรรค (นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ) นั้นจะมีความผิดอาญาด้วย
ด้านนายสมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายทะเบียนพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เรื่องการเพิกถอนสิทธิการเป็นผู้สมัครของส.ส.ของนายสิทธิชัยไม่เกี่ยวข้องกับตนเลย เป็นเรื่องของ กกต.และนายสิทธิชัย แต่หากมีการฟ้องร้องแล้วมาเกี่ยวพันกับตน จนต้องตกเป็นจำเลย ก็ต้องไปพิสูจน์กันในศาล ซึ่งก็ไม่ได้ท้าทายอะไร ยืนยันว่า ยังมั่นใจข้อมูลเอกสารที่มีอยู่ ส่วนหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้คือลายมือ ลายเซ็นต่างๆ
'ก่อนหน้านี้ได้ทำไปตามหลักการทุกอย่าง กกต.สอบถามอะไรมาก็ตอบไปตามหลักฐานที่มี เราไม่อยากให้นักการเมืองขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ก็พยายามช่วยเหลือนายสิทธิชัยมาตลอดด้วยซ้ำ แต่ถ้าวันนี้จะฟ้องร้องกัน เอาผิดผม เอาผิดหัวหน้าพรรค ก็ไม่ว่ากัน ก็มาว่ากันตามข้อเท็จจริง ผมก็มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้อยู่แล้ว' นายสมานกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในการร้องเรียนต่อ กกต. ถ้าผู้ร้องเรียนว่า พรรคพลังประชาชนมุ่งปลอมแปลงเอกสารการสมัครเป็นสมาชิกพรรคของนายสิทธิชัยเพื่อให้นายสิทธิชัยถูกเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งและถูกถอนสิทธิเลือกตั้งเพื่อให้มีผลต่อคะแนนของพรรคพลังประชาชนในกลุ่มที่ 4 และ กกต.วินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคพลังประชาชนเพื่อให้นายสิทธิชัยถูกตัดสิทธิเลือกตั้งจริง อาจทำให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรคได้เพราะตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 140 ระบุว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน40,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดห้าปี
ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครนั้นถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือเพื่อไม่ให้มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี
ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการแจ้งหรือให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดยี่สิบปี
ถ้าการกระทำตามวรรคสองหรือวรรคสามเป็นการกระทำหรือก่อให้ผู้อื่นกระทำสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจของหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อมีการกระทำผิดตามมาตรา 140 วรรสองและวรรคสุดท้ายตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯแล้วจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 94 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อพรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคการเมือง
(2) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
(4) กระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักรหรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ข้อมูลจาก มติชน
