บีเอ็มซีแอลทุ่ม 150 ล้านบาท จ้างบริษัทที่ปรึกษาทั้งไทยและเทศ ประเมินผลตอบแทนการลงทุนระบบรถไฟฟ้า 5 สาย เจาะลึกผู้โดยสารแต่ละสายทาง ก่อนตัดสินใจเสนอตัวยื่นประมูล เปิดกว้างมืออาชีพด้านค้าปลีกค้าส่งบริหารพื้นที่สถานี หลังไม่เวิร์ค มั่นใจไตรมาส3ผู้โดยสารเพิ่มเป็น 2 แสนคนต่อวัน ผลพวงจากการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยรอบเส้นทางและเอสพละนาด เผยผลประกอบการปีนี้เพิ่มขึ้น 5% จากการปรับค่าโดยสารเพิ่มนายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมจัดสรรงบประมาณวงเงิน 150 ล้านบาท เพื่อว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ มาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการบริหารจัดการเดินระบบรถไฟฟ้าของโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า 5 สาย ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เอกชนเข้ามาลงทุนในส่วนของระบบรถไฟฟ้า โดยจะให้บริษัทที่ปรึกษาทำการวิเคราะห์ในแต่ละสายทางว่า สายไหนมีความเป็นไปได้ในการลงทุนรวมทั้งผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ ปริมาณผู้โดยสาร ด้านเทคนิค เป็นต้น
บริษัทจะนำข้อมูลที่บริษัทที่ปรึกษาศึกษาไปเป็นข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทำข้อเสนอประมูลโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า ที่รัฐบาลจะก่อสร้างในอนาคต เพราะสนใจจะเข้าไปลงทุน แต่จะดูว่าสายไหนควรเข้าไปดำเนินการ
นายสมบัติกล่าวว่านอกจากนี้กำลังจะให้บริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกมาบริหารจัดการพื้นที่สถานี โดยให้อยู่ภายใต้บริษัท เมโทรมอลล์ จำกัด เนื่องจากปัจจุบันการค้าปลีกบนสถานีรถไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่นี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ จึงอยากจะให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อฉีกรูปแบบออกไปจากเดิม และให้ติดตลาดมากขึ้น โดยจะให้ดำเนินการในสถานีที่มีแผนจะเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 3 นี้ เช่น สถานีจตุจักร เป็นต้น
สำหรับปริมาณผู้โดยสาร ปัจจุบันโดยเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 1.7-1.8 แสนคนต่อวัน ซึ่งในไตรมาสที่ 3 บริษัทตั้งเป้าผู้โดยสารเพิ่มเป็น 2 แสนคนต่อวัน เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่น่าจะทำให้ปริมาณ ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น อย่างเช่นมีการเปิดตัวโครงการ ที่อยู่อาศัยในแนวเส้นทางรถไฟฟ้ามากขึ้น มีการเปิดตัวของห้างสรรพสินค้าเอสพลานาส เป็นต้น
โดยตลอดเดือนสิงหาคมนี้จะร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) จัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดใจลูกค้าตลอดทั้งเดือน
นายสมบัติกล่าวต่อว่าสำหรับรายได้ของบริษัท ปีนี้ คาดว่าจะโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 5% แต่ผลประกอบการยังขาดทุน เพียงแต่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าโดยสาร ขณะที่รายจ่ายด้านดอกเบี้ย ลดลง จากภาระหนี้ทั้งหมด 11,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบรายได้กับปีที่ผ่านมาแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นจากผู้โดยสารประมาณ 5 % และจากค่าโดยสารที่ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15%
สำหรับความคืบหน้าเรื่องการใช้ตั๋วร่วม ตอนนี้กำลังหารือกับบีทีเอสอยู่ รัฐบาลก็อยากจะให้ ทำ และเรามั่นใจว่าทำได้ด้านเทคนิค แต่ยังไม่ สรุปเรื่องการลงทุนด้านระบบเคลียรริ่งเฮ้าส์ว่าจะทำยังไง หากทำเสร็จเรียบร้อยจะสามารถรองรับรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยนายสมบัติกล่าว
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
