เป็นเรื่องค่อนข้างจะบังเอิญที่ 2 ตระกูลดัง สิริวัฒนภักดี กับ เจียรวนนท์ เลือกดีเดย์ประกาศบุกใหญ่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา วันเดียวกันพอดี เลยดูเหมือนมีนัยบางอย่างแฝงอยู่ ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างไม่คาดคิดมาก่อนว่าใจจะตรงกันหลังจากเปิดฉากรุกเงียบเทกโอเวอร์โครงการเก่า ปูพรมผุดโปรเจ็กต์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต ออฟฟิศ ศูนย์การค้า กระจายครอบคลุมทั้งในกรุงเทพมหานคร(กทม.) และต่างจังหวัดมาต่อเนื่อง และให้ ที.ซี.ซี.แลนด์ เป็นหัวหอกผนึกกลุ่มทุนสิงคโปร์ แคปปิตอลแลนด์ จัดตั้ง ที.ซี.ซี.แคปปิตอลแลนด์ ขยายฐานมาพัฒนาโครงการคอนโดฯ และบ้านจัดสรรระดับหรูต่อเนื่อง อาทิ โครงการพลาซ่าแอทธินี เรสซิเด้นท์, วิลล่าราชครู, The Empire Place มูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท สะเทือนวงการมาแล้ว
ล่าสุด กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ของตระกูล สิริวัฒนภักดี ได้เดินเกมต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ ด้วยการทุ่มเงินกว่า 800 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% ใน ยูนิเวนเจอร์ อีกหนึ่งเครือข่ายที่จะมา รองรับแผนสร้างอาณาจักรธุรกิจอสังหาฯ ของค่ายนี้ให้เติบโตแบบก้าวกระโดด
เพราะแม้ ยูนิเวนเจอร์ จะลงทุนในหลายอุตสาหกรรม แต่ช่วงหลังหันมาให้ความสำคัญกับแหล่งรายได้ใหม่จากธุรกิจอสังหาฯ มากขึ้น โดยผ่านทางบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด และบริษัท ปริญเวนเจอร์ จำกัด บริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นร่วมกับพันธมิตรอย่าง บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) แชมป์ตัวจริงในตลาดคอนโดฯ และบริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ดาวรุ่งพัฒนาที่ดินที่กำลังมาแรง
เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว ทั้ง ยูนิเวนเจอร์ แกรนด์ ยูนิตี้ และ ปริญเวนเจอร์ เป็นเครือข่ายพันธมิตร วิน-วิน-วิน ด้วยกันทุกฝ่าย
เพราะลำพัง ที.ซี.ซี.แลนด์ กับบริษัทร่วมทุนอย่าง ที.ซี.ซี.แคปปิตอลแลนด์ เอง คงไม่อาจจะพัฒนาโปรเจ็กต์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินที่สะสมไว้ในพอร์ตกว่าแสนไร่กระจายอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ อยุธยา ชะอำ ฯลฯ ได้หมด
จากนี้ไปจะเห็นความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักและต่อเนื่อง ของค่ายอสังหาฯ ตระกูล สิริวัฒนภักดี โดยมีทายาทที่วางตัวรับไม้ต่อทั้ง วัลลภา ไตรโสรัส ฐาปน สิริวัฒนภักดี ปณต สิริวัฒนภักดี และ โสมพัฒน์ ไตรโสรัส เดินเกม
โดยเฉพาะช่วง 3-5 ปีจากนี้ไป สิริวัฒนภักดี เตรียมบุกหนักตลาดอสังหาฯ ด้วยการผุดโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่มูลค่านับแสนล้านบาท อาทิ โครงการบ้านเดี่ยว คอนโดฯ ศูนย์การค้า โรงแรม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เมืองมหาวิทยาลัย เมืองท่องเที่ยว ฯลฯ ทั้งลงทุนเองและร่วมทุนกับพันธมิตรคนไทยและต่างชาติ หลังจากก่อนหน้านี้ ที.ซี.ซี.แลนด์ ลงทุนพัฒนาโครงการไปแล้วถึง 6-7 หมื่นล้านบาท
ขณะที่บิ๊กตระกูล เจียรนนท์ ของเจ้าสัวซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ ไม่ยอมน้อยหน้า เดินเครื่องลุยอสังหาฯ เต็มสูบเช่นเดียวกัน แม้จะแตกต่างกันบ้างในเชิงรุก และขยับลงทุนแบบรัดกุม เพราะเคยผ่านบทเรียนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าได้จังหวะเวลาเหมาะสม ซีพี แลนด์ ภายใต้การนำของ สุนทร อรุณานนท์ชัย แม่ทัพใหญ่กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็พร้อมจะเปิดฉากบุกแบบไม่ยั้ง
ประเดิมด้วยการปักธงผุดโปรเจ็กต์ใหม่แนวสูงและแนวราบรวดเดียว 5 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วยคอนโดฯ ในทำเลสุวรรณภูมิย่านศรีนครินทร์ 550 ยูนิต มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท คอนโดฯ 700 ยูนิต ในพัทยาใต้ 2,000 ล้านบาท ออฟฟิศบิวดิ้ง ที่ขอนแก่น มูลค่าพัฒนา 200 ล้านบาท โครงการ บ้านเดี่ยว-บ้านแฝดอีก 2 โครงการ ย่านมีนบุรี มูลค่าลงทุน 960 ล้านบาท และที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มูลค่าลงทุน 960 ล้านบาท เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางและระดับบนเป็นหลัก
ขณะเดียวกันเจ้าสัวธนินท์ได้ตระเตรียมที่ดินแปลงใหญ่ในโซนสุวรรณภูมิ ไว้รองรับการลงทุนบิ๊กโปรเจ็กต์ ซีพี ซิตี้ ที่วางคอนเซ็ปต์ให้เป็นเมืองเพื่อธุรกิจของเครือซีพีโดยเฉพาะ เพื่อรวมศูนย์ธุรกิจในเครือที่มีอยู่หลากหลายสาขามาไว้ในที่เดียวกัน มีทั้งคอนโดฯ โรงแรม ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน ทั้งศูนย์ค้าปลีก ช็อปปิ้งมอลล์ พลาซ่า ฟาสต์ฟู้ด ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท
นอกจากนั้นยังปั้น บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ของทายาทตระกูล เจียรวนนท์ แจ้งเกิดในตลาดอสังหาฯ โดยเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับหรู บ้านแมกโนเลีย ในทำเลบางนา-ตราด เป็นโครงการแรก ตามด้วยโครงการที่ 2 เป็น คอนโดแบรนด์ เดอะ มิวส์ ในทำเลแนวเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนตัวขยาย อ่อนนุช-สำโรง ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าล้นหลาม ทำให้บริษัทอสังหาฯ น้องใหม่ของทายาทเจ้าสัวธนินท์ มีแผนปักธงผุดโปรเจ็กต์ใหม่ต่อเนื่อง ทั้งในที่ดินของเครือซีพีและที่จะหาซื้อเข้ามาใหม่
แน่นอนว่าวงการอสังหาฯ ต่างจับตาความเคลื่อนไหวของ 2 ตระกูลดังแบบไม่กะพริบ
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
