โดย รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต จุลาสัย ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยช่วงเวลาที่ผ่านมาคงได้ข่าวบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ สรุปผลการดำเนินธุรกิจในไตรมาสแรกของปี ผู้บริหารหลายบริษัทจะมีคำอธิบายอ้างถึงปัญหาบ้านเมืองและข้อจำกัดต่างๆ ทำให้รายได้หรือกำไรลดลงเมื่อเทียบกับ ไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่ผู้บริหาร บางบริษัทจะอวดอ้างตัวเลขยอดขายสูงขึ้น หรือกำไรเพิ่มขึ้น และคาดการณ์ว่าผลประกอบการปีนี้ประสบผลสำเร็จตามแผนแน่นอน
จากที่เคยมีผลประกอบการของปี พ.ศ.2549 ของบริษัท จำกัด (มหาชน) จำนวน 24 บริษัทในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่ดำเนินธุรกิจหลักสร้างบ้านขาย ไปแล้ว เมื่อติดตามผลประกอบการไตรมาสแรกของปี พ.ศ.2550 จะพบว่ายอดรายได้ รวมของทุกบริษัทเท่ากับ 20,000 ล้านบาท (ดูตารางประกอบ) หรือคิดเป็นร้อยละ 22 ของยอดรายได้รวมปี พ.ศ.2549 ตัวเลขนี้ ช่วยยืนยันว่าสภาพธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบ้านเราย่ำแย่และอาจย่ำแย่ต่อไปจนถึงสิ้นปี
บรรดาบริษัทใหญ่ๆ ที่เคยทำรายได้รวมสูงสุดในปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ายังคงทำรายได้รวมในไตรมาสแรกนี้สูงสุดเช่นเดิมได้แก่ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ทำรายได้ถึง 4,000 ล้านบาท ตามมาด้วยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ทำรายได้ใกล้เคียงกันคือ 2,500 ล้านบาท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) แต่ละบริษัททำรายได้รวมตั้งแต่ 1,900 ล้านบาท ลงมาจนถึง 1,000 ล้านบาท
ในขณะที่บริษัท เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปรีชา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แต่ละบริษัทมีรายได้รวมอยู่ระดับ 200 ล้านบาท และลดลงไปเหลือ 70 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้ว่าบริษัทเหล่านี้กำลังใส่เกียร์ว่าง รอดูสถานการณ์บ้านเมือง
ยิ่งไปกว่านี้ ปรากฏว่ามีเพียง 6 บริษัทที่สามารถทำรายได้เข้าเป้า คือ มากกว่าร้อยละ 25 ของรายได้รวมปี พ.ศ.2549 ได้แก่ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เคปเปลไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) และบริษัท อารียา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ส่วนบริษัทที่เหลือมีอาการน่าเป็นห่วง
คือรายได้รวมในไตรมาสแรกนี้ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของรายได้รวมปี พ.ศ.2549 โดยเฉพาะบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ทำได้แค่ ร้อยละ 10 กว่าเท่านั้น
บริษัทที่น่าสนใจคงเป็นบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ที่มีข่าวเปิดตัวหรือเปิดขายที่อยู่อาศัยหลายโครงการในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้ยอดรายได้ไตรมาสแรกสูงถึง 1,500 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 32 ของรายได้รวมปี พ.ศ.2549 หากยอดรายได้ยังคงสูงต่อเนื่องต่อไปอีก 2-3 ไตรมาส เป็นไปได้ว่าบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) จะไต่ลำดับบริษัททำรายได้สูงสุดจากลำดับ 7 ในปีที่ผ่านมา
สำหรับกรณีบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นที่รู้ กันว่ามีความผูกพันกับผู้นำรัฐบาลชุดก่อน ปรากฏว่าไตรมาสแรกปีนี้กลับทำรายได้ รวมสูงมาก คือเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมปี พ.ศ.2549 เป็นไปได้ว่าผลประกอบการในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบต่อเนื่อง มาจากการต่อต้านรัฐบาล ครั้นเมื่อเกิดปฏิวัติและการรับรู้เปลี่ยนไป บริษัทจึงทำรายได้มากขึ้น หากบริษัททำเช่นนี้ทุกไตรมาสก็อาจเลื่อนลำดับบริษัททำรายได้สูงสุดจาก 13 เป็นเลขตัวเดียวในปีนี้ ด้วยปัจจุบันบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยังมีสินค้าจำหน่ายอยู่หลายรูปแบบ
ด้วยตัวเลขรายได้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาจากการดำเนินการวางแผน เตรียมการ เปิดตัวโครงการล่วงหน้า ดังนั้นสถานการณ์บ้านเมืองในปีที่ผ่านมาบวกกับปัจจัยลบทั้งจากภายในและภายนอกประเทศจึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดังตัวเลขรายได้ที่รายงานมาข้างต้นหากสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ดีขึ้นก็อาจจะได้ยินข่าวร้ายตอนปลายปีนี้แน่นอน
หน้า 15
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
