กทม.ชื่นมื่นยอดจัดเก็บรายได้ 9 เดือนเข้าเป้า ปีหน้าเตรียมรีดภาษีเพิ่ม 6 พันล้านบาท รองรับเป้าจัดเก็บประจำปีงบประมาณ 2551 จำนวน 4.5 หมื่นล้านบาทสำหรับจ้างเจ้าหน้าที่ประจำทีมถอนขนห่านเพิ่มทั้ง 50 เขตเอกซเรย์ทุกหลังคาเรือนรองรับนโยบายขยายฐานภาษี ด้านมหาดไทย ไฟเขียวให้อำนาจเก็บภาษีบุหรี่-ค่าธรรมเนียมโรงแรมส่งผลมีรายได้ภาษีเพิ่มอีก 1 พันล้านบาทนายพนิช วิกิตเศรษฐ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กำกับดูแลฝ่ายการคลัง เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2550 ซึ่ง กทม.ตั้งเป้าไว้ที่ 39,000 ล้านบาท ผลดำเนินการในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2549-มิถุนายน 2550) การจัดเก็บรายได้เป็นที่น่าพอใจ คาดว่าภายในเดือนกันยายนนี้รายได้ที่จัดเก็บจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โดยรายได้จากการบริหารทรัพย์สินและการบริหารเงินคงคลัง จากดอกเบี้ยเงินฝากกับธนาคารต่างๆ
ปัจจุบันจัดเก็บได้แล้ว 1,100 ล้านบาท ปลายปีคาดว่าจะได้ 1,300-1,400 ล้านบาท ภาษีโรงเรือนจัดเก็บได้ 6,600 ล้านบาท จากเป้า 7,400 ล้านบาท ภาษีป้ายโฆษณาจัดเก็บได้แล้ว 95% หรือประมาณ 570 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 600 ล้านบาท
นายพนิชกล่าวว่า สำหรับปี 2551 กทม.ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้จำนวน 45,000 ล้านบาท เทียบกับเป้ารายได้ปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 39,000 ล้านบาท เท่ากับจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น 6,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้สูงถึง 60,065 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ที่ กทม.ต้องจัดเก็บเอง 11,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 34,000 ล้านบาท รัฐบาลจะเป็น ผู้จัดเก็บให้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีล้อเลื่อน
รายได้ที่จะต้องจัดเก็บเพิ่มขึ้นมา 6,000
ล้านบาท ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะจะมีรายได้จากอัตราดอกเบี้ยที่นำเงินคงคลัง 27,000 ล้านบาท
ไปฝากสถาบันการเงิน จะมีรายได้ประมาณ 1,300-1,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่มีเพียง 500-600 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้เร่งรัดให้แต่ละหน่วยงานตั้งเบิกจ่ายงบประมาณตามจริง ซึ่งจะช่วยส่งผลให้เป็นรายได้เพิ่มขึ้น 300 ล้านบาท
นายพนิชกล่าวว่า ในส่วนของภาษีที่ กทม.จัดเก็บเอง ในปี 2551 แยกเป็นภาษีโรงเรือน ตั้งเป้าจัดเก็บจำนวน 8,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 800 ล้านบาท (เป้าปีงบประมาณ 2550 จำนวน 7,400 ล้านบาท) โดยปีหน้า กทม.จะเข้มงวดเรื่องการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมที่อาจตกหล่นไปบ้าง จากสถิติปัจจุบันมีจำนวน 1.8 ล้านครัวเรือนในทะเบียนราษฎร มีการจัดทำเป็นร้านค้า 4 แสนราย แต่จัดเก็บได้เพียง 50-60% หรือประมาณ 2-3 แสนรายเท่านั้น ดังนั้นจำเป็นจะต้องขยายฐานภาษีเพื่อให้สามารถจัดเก็บได้ครอบคลุมมากขึ้น
ประเด็นการขยายฐานภาษีประจำปี 2551 พบด้วยว่าแต่ละปีจะมีประชาชนปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์อาคาร จากเดิมเป็นที่พักอาศัยมาเป็นเชิงพาณิชย์บางส่วน ทำให้ฐานภาษีรายใหม่ยังมีโอกาสขยายได้อีกมาก โดย กทม.ได้มอบนโยบายให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตเร่งรัดการเก็บ รวมทั้งอนุมัติให้มีการจัดจ้างเจ้าหน้าที่เพิ่มทั้ง 50 เขต เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีทุกหลังคาเรือนไม่ให้ตกหล่น ควบคู่ไปกับการใช้แผนที่ภาษี
นายพนิชกล่าวต่อว่า ส่วนภาษีป้ายโฆษณาปี 2551 คาดว่าจะจัดเก็บได้ 700-800 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้เก็บได้ 600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 200 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันมีการขออนุญาตติดตั้งป้ายลดน้อยลง นอกจากนี้มีรายได้จากค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีกประมาณ 600 ล้านบาท สำหรับรายได้ที่ภาครัฐจะจัดเก็บให้ ปีหน้าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท จากที่เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 4-5%
ภาษีตัวใหม่ เช่น บุหรี่ ในอัตรามวนละ 10 สตางค์ ค่าธรรมเนียมโรงแรม 1% ซึ่งสองตัวนี้จะทำให้มีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กทม.คงจะยังไม่สามารถจัดเก็บได้ในเร็ววันนี้ได้ เพราะต้องให้รัฐบาลแก้กฎหมายให้เสร็จเรียบร้อยก่อน โดยทางกระทรวงมหาดไทยตอบกลับมาแล้วว่าจะมีการแก้ไขกฎกระทรวงเรื่องการให้อำนาจ กทม.จัดเก็บภาษีบุหรี่ และค่าธรรมเนียมผู้พักอาศัยในโรงแรมได้เหมือนกับท้องถิ่นอื่นๆ โดยเรื่องอยู่ระหว่างเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
อนึ่ง กระทรวงมหาดไทยได้เห็นชอบการออกข้อบัญญัติปรับปรุงอัตราภาษีป้ายโฆษณา ในส่วนของป้ายอักษรภาษาไทยล้วนจาก 3 บาท/500 ตร.ซ.ม. เป็น 5 บาท/500 ตร.ซ.ม. ป้ายอักษรภาษาไทย และอังกฤษ จากราคา 20 บาท/500 ตร.ซ.ม. เป็น 30 บาท/500 ตร.ซ.ม. และป้ายภาษาอังกฤษล้วน 50 บาท/500 ตร.ซ.ม.
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
