วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า มีการซื้อขายหุ้นแสนสิริลอตใหญ่ 160 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 10.86 ของทุนที่ออกและชำระแล้ว ในราคาหุ้นละ 3.18 บาท พร้อมกับแจ้งว่ากรณีดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต่อมาจึงทราบว่าผู้ขายหุ้นลอตนี้ คือกลุ่ม ดร.อัลลิน่า ซาลิม ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนจากฮ่องกง ขณะที่ผู้ซื้อเป็นกลุ่มกองทุนจากสิงคโปร์
หลังจากก่อนหน้านี้บริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหชน) ได้ขายหุ้นแสนสิริ 205 ล้านหุ้น ที่นำไปวางค้ำประกันหนี้ไว้กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่ม ดร.อัลลิน่า ซาลิม ในราคาหุ้นละ 3.09 บาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.91 ของทุนที่ออกและชำระแล้ว เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550
หลังจากซื้อและขายหุ้นแสนสิริออกไป กลุ่ม ดร.อัลลิน่า ซาลิม ได้กำไรจากการขายประมาณ 14 ล้านบาท
ขณะเดียวกันกลุ่มนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจาซื้อหุ้นแสนสิริจากแนเชอรัล พาร์ค (ที่วางค้ำประกันหนี้ไว้กับธนาคารนครหลวงไทย) อีก 90 ล้านหุ้น และแสดงความประสงค์จะซื้อหุ้นแสนสิริเพิ่มนอกเหนือจากนั้นอีก 30 ล้านหุ้น
ส่งผลให้โครงสร้างของผู้ถือหุ้นใหญ่ในแสนสิริเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยกลุ่ม ดร.อัลลิน่า ซาลิม และกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ เข้ามาถือหุ้นแทนแนเชอรัล พาร์ค ที่เดิมเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในแสนสิริ
ทำให้หลายฝ่ายจับตามองการเปลี่ยนแปลง พร้อมๆ กับติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของยักษ์พัฒนาที่ดินที่เคยประกาศว่าจะล้มแชมป์ขึ้นเบอร์หนึ่งให้ได้
อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงจาก เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บมจ.แสนสิริ ที่ยืนยันว่า ขณะนี้แนวทางในการบริหารงานของแสนสิริยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และกลุ่ม ดร.อัลลิน่า ซาลิม เข้ามาถือหุ้นแสนสิริเพราะต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนเท่านั้น ไม่ต้องการจะเข้ามาบริหารจัดการภายในองค์กรแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีชื่อเสียงและฐานการเงินค่อนข้างแข็งแกร่ง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมั่นใจ และคลายความวิตกกังวลลง
เศรษฐา บอกอีกว่า ภายในสัปดาห์นี้ทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นอีก เพราะผู้บริหารแสนสิริกำลังนัดหมายเจรจรากับกลุ่มทุนที่เข้ามาถือหุ้นและเป็นพันธมิตรใหม่อย่างเป็นทางการ
หน้า 14
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
