แม้ว่าเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บริษัทแม่ของ อเมริกันสแตนดาร์ด หลังจาก Bain Capital จากประเทศอเมริกา ซึ่งทำธุรกิจในลักษณะเข้าไปลงทุนในกิจการต่างๆ ได้เข้าซื้อกิจการของอเมริกันสแตนดาร์ดทั่วโลก แต่สำหรับบริษัท อเมริกัน สแตนดาร์ด บี แอนด์ เค (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะบริษัทลูกในประเทศไทยยังคงมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดคือการเปิดตัว AS Club (อเมริกันสแตนดาร์ด คลับ) โชว์รูมสุขภัณฑ์หน้าตาหรูหรา ที่ออกแบบเป็น คลับ สำหรับ ดีไซเนอร์ บริเวณชั้น 5 (โซนซี) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์พลาซา เมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยงบฯ ลงทุน 10 ล้านบาท เป้าหมายเพื่อตอกย้ำและสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับดีไซเนอร์ สถาปนิก มัณฑนากร ที่มีส่วนต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าโดยตรง
ที่นี่น่าจะเป็นคลับสำหรับดีไซเนอร์ของวงการสุขภัณฑ์แห่งแรกในโลก เหตุผลที่เราเลือกลงทุนในเมืองไทยเป็นที่แรก เพราะต้องสร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มดีไซเนอร์มากขึ้น จอน ริกก์ เอ็มดีของอเมริกันสแตนดาร์ดฯ ประเทศไทย บอกถึงวัตถุประสงค์
ภายในพื้นที่ 410 ตารางเมตร ของ AS Club มาจากผลงานการออกแบบของ มาร์ก บรูลฮาร์ท สถาปนิกชื่อดังระดับโลก ที่เคยออกแบบโชว์รูมคริสตัล ชวาร็อฟสกี้ ในกรุงปักกิ่งมาแล้ว แบ่งพื้นที่หลักเป็น 2 ส่วนคือ 1) พื้นที่คลับ ประกอบด้วยห้องสมุด ห้องประชุม พื้นที่สันทนาการ และ 2) อเมริกันสแตนดาร์ด บาธเฮาส์ เป็นโชว์รูมต้นแบบแห่งแรก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ศูนย์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ห้องน้ำครบวงจร ที่สามารถทดสอบเปิดปิดก๊อกน้ำหรือสุขภัณฑ์แบบมีน้ำไหลออกมาจริงๆ
สมาชิกทุกรายจะได้รับบัตรสมาชิกสีขาวเป็นสัญลักษณ์ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตั้งแต่การรับข่าวสาร AS Newsletter การใช้ห้องประชุมเพื่อพรีเซนต์ผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า ใช้บริการห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือเทรนด์สุขภัณฑ์และออกแบบตกแต่งห้องน้ำจากทั่วโลก รวมถึงมีบริการฟรีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10.00-20.00 น.
หลังจากเราส่งเมล์ติดต่อไปยังกลุ่มดีไซเนอร์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันคลับของเรามีสมาชิกแล้วประมาณ 1,000 ราย และคาดว่าถึงสิ้นปีนี้เราน่าจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ราย
แน่นอนว่าในเชิงการตลาด อเมริกันสแตนดาร์ดคาดหวังไปถึงการใช้ดีไซเนอร์เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลอัพเดตเทรนด์ความต้องการสุขภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำกลับมาใช้ในการพัฒนาสินค้ารุ่นใหม่ๆ ซึ่งอาจรวมไปถึงสินค้ากลุ่ม เครื่องครัว ซึ่งยังไม่แน่ว่าผู้ถือหุ้นใหม่อาจมีนโยบายนำเข้ามาทำตลาดต่อไปในอนาคตก็เป็นได้
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
