สมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร ออกมาตรฐานราคากลางตรวจสอบอาคารรับกฎหมายใหม่ อิง 4 หลักเกณฑ์ ขนาดพื้นที่ใช้สอย อายุอาคาร ความสลับซับซ้อน และระดับความเสี่ยง เคาะราคา 5-20 บาทต่อตารางเมตร ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิง ด้านกรมโยธาฯเร่งขึ้นทะเบียนผู้ตรวจสอบอาคารลอตแรก มั่นใจเพียงพอรองรับอาคารทั่วประเทศ ยืนยันไม่มีผ่อนผันเดดไลน์ส่งแบบรายงานนายวโรดม สุจริตกุล นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร (ตปอ.) เปิดเผยว่า หลังจากได้หารือกันกับสมาชิกสมาคมมาระยะหนึ่ง ล่าสุดสมาคมได้จัดทำราคากลางมาตรฐานสำหรับใช้อ้างอิงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบอาคารเพื่อรองรับกฎกระทรวงตรวจสอบอาคาร ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ที่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 นี้ ซึ่งเจ้าของอาคารจะต้องว่าจ้างผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมโยธาธิการและผังเมือง เข้าตรวจสอบอาคารตามที่กฎหมายกำหนด
สาเหตุที่สมาคมจัดทำราคากลางมาตรฐานในการตรวจสอบอาคารขึ้นมา เนื่องจากต้องการให้มีมาตรฐานกลางเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบอาคาร เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ทำให้ไม่มีราคากลางหรือราคาตลาดในส่วนนี้โดยเฉพาะ สมาคมในฐานะเป็นองค์กรวิชาชีพจึงกำหนดราคากลางมาตรฐานขึ้นมาใช้ เพื่อให้ทั้งผู้ตรวจสอบอาคารและเจ้าของอาคารสามารถนำไปใช้เทียบเคียงในการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการตรวจสอบอาคารครั้งแรกก่อน จากนั้นในการตรวจสอบปีต่อๆ ไปน่าจะมีราคาตลาดซึ่งเป็นราคากลางที่แท้จริงและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
นายวโรดมกล่าวว่า ในการจัดทำราคากลางมาตรฐาน สมาคมใช้หลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณโดยพิจารณาจาก 4 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน คือ 1)ขนาดพื้นที่ใช้สอยอาคารต่อตารางเมตร 2)อายุการใช้งานอาคาร 3)ความสลับซับซ้อนโครงสร้างอาคาร และ 4)ระดับความเสี่ยงของอาคาร เช่น มีสารเคมีที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอยู่ภายในอาคาร ฯลฯ จากนั้นจึงนำมากำหนดเป็นค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบอาคารแต่ละประเภท
อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ยแล้วในการตรวจสอบอาคารแต่ละครั้ง เจ้าของอาคารจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 5-20 บาทต่อตารางเมตร แล้วแต่ขนาดอาคาร ประเภทอาคาร ความสลับซับซ้อน การใช้ประโยชน์พื้นที่ในอาคาร ฯลฯ อย่างเช่น หากเป็นอาคารขนาดใหญ่มีพื้นที่ใช้สอย 1.5-2 หมื่นตารางเมตร ประเมินว่ามีค่าใช้จ่ายประมาณ 3 แสนบาทต่อการตรวจสอบใหญ่ 1 ครั้ง เป็นต้น
ราคากลางที่กำหนดขึ้นนี้ เราใช้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น โดยค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบจริงๆ ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ตรวจสอบกับเจ้าของอาคาร จะไม่นำราคากลางที่เรากำหนดไว้ไปใช้ก็ได้ ส่วนระยะเวลาดำเนินการนั้น เนื่องจากการตรวจสอบเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คาดว่าในการตรวจสอบครั้งแรกจะต้องใช้เวลาเฉลี่ย 2-4 สัปดาห์ หลังตรวจสอบหากพบว่าต้องปรับปรุงแก้ไข เจ้าของอาคารก็จะต้องปรับปรุงแก้ไขอาคารให้ถูกต้อง ขั้นตอนนี้คาดว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-4 สัปดาห์
นายวโรดมกล่าวต่อว่า ขณะนี้น่าจะมีอาคารหลายๆ แห่งตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว หรืออยู่ระหว่างให้ผู้ตรวจสอบทำการตรวจสอบ ซึ่งหลายๆ คนคงต้องร่วมมือกันและพยายามผลักดันให้เจ้าของอาคารตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ สำหรับปัญหาอุปสรรคที่พบคือ เจ้าของอาคารบางส่วนไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกฎหมายฉบับนี้ ขณะเดียวกันอาคารบางแห่งก็ไม่มีผังอาคาร ทำให้การตรวจสอบมีความยากลำบาก เพราะกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้เจ้าของอาคารต้องจัดส่งแบบรายงานการตรวจสอบอาคารก่อนวันที่ 29 ธันวาคม 2550 หากไม่ดำเนินการถือว่ามีความผิด จะเสียค่าปรับวันละ 1 หมื่นบาท จนกว่าจะจัดส่งแบบรายงาน
ผมประเมินว่าปัจจุบันมีอาคารที่เข้าข่ายต้องได้รับการตรวจสอบประมาณ 2-4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ และหากนับรวมป้ายที่อยู่สูงกว่าพื้นดินเกินกว่า 15 เมตร มีขนาดตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป อาจมีจำนวนสูงถึง 1 แสนแห่ง ดังนั้นเป็นไปได้ว่าเมื่อครบกำหนดอาจจะมีอาคารส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่ากรมโยธาธิการฯจะมีนโยบายผ่อนผันให้หรือไม่อย่างไร
แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมืองเปิดเผยว่า ถึงขณะนี้มีจำนวนวิศวกรและสถาปนิกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคารแล้วกว่า 300 ราย รวมถึงอยู่ระหว่างการอบรมและรอขึ้นทะเบียนอีกกว่า 1,000 ราย จึงมั่นใจว่าเพียงพอรองรับการตรวจสอบอาคารทั่วประเทศอย่างแน่นอน กรมโยธาฯจึงไม่มีนโยบายผ่อนผันหรือยืดระยะเวลาออกไป
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
