แม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้วแต่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังเพิ่งจะเริ่มต้น แต่เร็ววันนี้คงจะได้เห็นโฉมหน้า ว่าระหว่างพรรค พลังประชาชน ที่มีคะแนนนำ กับพรรคที่มีคะแนนอันดับสองอย่าง ประชาธิปัตย์ สุดท้ายใครจะเป็นผู้คว้าเค้ก
เพราะ พลังประชาชน ที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค แม้จะมีชัยในสนามเลือกตั้ง มี ส.ส.แบบสัดส่วนและแบ่งเขตรวม 224 คน แต่ถือเป็นชัยชนะที่ไม่ขาดลอย ต้องหาพรรคการเมืองอื่นมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้ได้เสียงในสภา 241 เสียงหรือมากกว่า ขณะที่ ประชาธิปัตย์ ซึ่งนำทีมโดย อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ ก็กำลังรอดูเชิงว่าพรรคที่มาอันดับหนึ่งจะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จหรือไม่
ชูรถไฟฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ไม่ว่าใครได้เข้ามา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรัฐบาลใหม่จะต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่คาดหวังกันว่าจะเป็นตัวชูโรงผลักดันภาวะเศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้นมาและเดินหน้าต่อไปได้
เพราะเมื่อเปิดประมูลก่อสร้าง จะมีการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามมาด้วยภาคการก่อสร้างและการจ้างงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนให้กลับคืนมาได้เป็นลูกโซ่ รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้รับผลพวงด้านบวกด้วย
หวั่นถูกรื้อใหม่ซ้ำรอยเดิม
ช่วงระยะเวลากว่า 1 ปีที่รัฐบาลขิงแก่อนุมัติให้มีการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมด 5 สายทาง วงเงิน 1.65 แสนล้านบาท ภายใต้รูปแบบรัฐบาลลงทุนงานโครงสร้าง ส่วนรถไฟฟ้าเปิดทางให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน
โดยอนุมัติประกวดราคาไปแล้ว 2 สาย คือ สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทาง 15 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 8,748 ล้านบาท และสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ระยะทาง 23 กิโลเมตร ค่าก่อสร้าง 31,000 ล้านบาท คาดว่าปลายธันวาคมนี้จะประกาศเชิญชวนให้ผู้รับเหมามาซื้อเอกสารประกวดราคา และยื่นซองมกราคมเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2551 เริ่มก่อสร้างเดือนกันยายน 2551 ส่วนสายอื่นๆ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียดและดำเนินการในขั้นตอนอื่นๆ
เมื่อการเมืองผลัดใบ รัฐบาลใหม่เข้ามา หลายฝ่ายต่างกังวลโครงการรถไฟฟ้าจะถูกรื้อ ปรับเปลี่ยนใหม่จนทำให้โครงการเดินหน้าต่อไม่ได้
เทียบฟอร์มนโยบาย พปช.-ปชป.
อย่างไรก็ตาม นโบายของทั้ง พลังประชาชน และ ประชาธิปัตย์ ต่างรู้ดีว่ารัฐบาลชุดใหม่คงไม่มีเวลามากนัก ทำให้ทั้ง 2 พรรค ต่างมีจุด มุ่งหมายเดียวกัน คือ จะสานต่อนโยบายรัฐบาลเดิม โดยจะไม่เข้าไปรื้อ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ และให้สามารถเปิดให้บริการโดยเร็วที่สุด
โดยนโยบายของ พลังประชาชน จะรีบหาเงินมาสานต่อแนวทางของรัฐบาลชุดนี้ โดยจะเร่งเปิดประกวดราคาส่วนที่เหลืออีก 4 สาย สายไหนพร้อมก็เปิดประกวดราคาทันที วางแพลนไว้ว่าสิ้นปี 2551-ต้นปี 2552 จะก่อสร้างรถไฟฟ้าได้ แล้วเสร็จเปิดใช้ในปี 2555 นอกเหนือจาก 5 สาย ถ้าสายไหนที่ยังไม่ได้ออกแบบ จะเร่งออกแบบรายละเอียดให้แล้วเสร็จ รวมถึงโครงการรถไฟรางคู่ที่จะช่วยในเรื่องระบบโลจิสติกส์
ด้านแหล่งเงินที่จะนำมาลงทุนมี 2 ส่วน คือ 1.ใช้เงินกู้ต่างประเทศ 2.ใช้เงินกู้ในประเทศ เช่น ออกพันธบัตร เป็นต้น ในช่วงแรกจะใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท ซึ่งกว่าจะใช้เงินจริงก็ประมาณปี 2552 เป็นต้นไป
ส่วนค่าโดยสารจะเก็บ 15 บาทตลอดสาย โดยแนวคิดของ พลังประชาชน จะเข้าไปซื้อหนี้ของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้รับสัมปทานเดินรถ ไฟฟ้าบีทีเอส ในปัจจุบัน แล้วนำมาแปลงเป็นหุ้น โดยรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้น เพื่อให้ส่วนต่อขยาย ทุกระบบเชื่อมโยงกันได้ ที่สำคัญทำให้ประชาชนได้ขึ้นรถไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง 15 บาทตลอดสาย
ด้าน ประชาธิปัตย์ ยืนยันเช่นกันว่าจะไม่รื้อของเดิม แต่จะสานต่อนโยบาย เพราะมีแนวคิดเหมือนกัน คือ ให้รัฐบาลลงทุนงานโครงสร้าง และเอกชนลงทุนระบบรถไฟฟ้า
แต่จะเร่งต่อขยายสิ่งที่มีอยู่เดิม คือ ก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวอ่อน เป็นอันดับแรก เพื่อให้ครบโครงข่าย ทั้งช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และสายฝั่งธนบุรี จากแยกตากสิน-บางหว้า รองลงมาเป็นส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าใต้ดิน ทั้งบางซื่อ-บางใหญ่ และสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค จะไม่ทำ 10 สายแน่นอน
เงินลงทุน ประชาธิปัตย์ จะใช้เงินกู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศเหมือนกัน ด้วยการออกพันธบัตร ส่วนเงินกองทุนน้ำมันที่รัฐบาลชุดนี้พยายามจะนำมาใช้ ประชาธิปัตย์ ขอไปตรวจสอบก่อนว่าสามารถนำมาลงทุนได้หรือไม่
เกรงว่าจะผิดวินัยการคลัง ด้านค่าโดยสารยังไม่สรุป จะรอดูระบบตั๋วร่วมว่าจะนำมาใช้ทันหรือไม่
แม้ 2 พรรคแคนดิเดตแกนนำตั้งรัฐบาลใหม่ ทั้ง พลังประชาชน และ ประชาธิปัตย์ ต่างชูโครงการรถไฟฟ้าเป็นนโยบายหาเสียง ก็อย่าเพิ่งนอนใจ เพราะโผอาจพลิกได้ตลอดเวลา
หน้า 7
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
