สัมภาษณ์ช่วงต้นปี 2550 กระเบื้องกระดาษไทย ในเครือซิเมนต์ไทย เจ้าของ แบรนด์กระเบื้องหลังคา-ไม้ฝา ตราช้าง และแผ่นซีเมนต์ สมาร์ทบอร์ด เป็นผู้ผลิตที่ประกาศตัวเป็นรายแรกในการปฏิวัติกระบวนการผลิตหลังคา โดยเลิกใช้ สารใยหิน เป็นหนึ่งในส่วนผสมวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ซึ่งว่ากันว่าเป็นสารที่ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็ง หากสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานาน
ถึงวันนี้กระแสตื่นตัวการใช้หลังคาปลอดสารใยหินยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดย ธงชัย โสภณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท กระเบื้องกระดาษไทย จำกัด ยอมรับว่าการจะละลาย
พฤติกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย คงต้องใช้เวลาให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจในวงกว้าง
ล่าสุด ประชาชาติธุรกิจ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษถึงแนวทางในการผลักดันเพื่อให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องหลังคาปลอดสารใยหิน รวมถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2551 หลังจากช่วงระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ตราช้าง ต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งไปบ้าง เนื่องจากหลังคารุ่นใหม่ที่ปลอดสารใยหินจะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทำให้ต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 10%
- ฟีดแบ็กของหลังคาปลอดสารใยหิน
เราได้รับการตอบรับจากลูกค้าในระดับหนึ่ง แต่ในแง่การให้ความรู้กับผู้บริโภคยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยเป็นเจ้าภาพจัดโครงการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชน ซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2550-2554 สำหรับบริษัทตลอดปี 2550 ก็ได้จัดสัมมนาให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง เน้นที่กลุ่ม ช่าง ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ส่วนในปี 2551 จะขยายการให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงมีหนังโฆษณาชุดใหม่ด้วย
- อยากให้ขยายความคุณสมบัติสารใยหิน
จริงๆ เราอยากให้เป็นลักษณะให้ความรู้กับ
ผู้บริโภคมากกว่ามุ่งไปที่การสื่อสารว่าสารใยหินไม่ดีอย่างไร เพราะสารใยหินในปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายชนิด บางชนิดมีผลพิสูจน์ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ยกเว้นสารใยหินชนิด chrysotile (คริสโซไทล์) ที่ยังไม่รายงานยืนยันชัดเจน ประกอบกับเมืองไทยใช้หลังคาที่มีส่วนผสมสารใยหินมานานแล้ว บางคนอาจบอกว่าไม่เห็นมีอันตรายต่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ประเทศอเมริกาและแถบยุโรปได้บังคับห้ามใช้สารใยหินในการผลิตสินค้ามานานแล้ว โดยสารตัวนี้ส่วนใหญ่จะใช้ผสมในการผลิตหลังคาและฉนวนกันความร้อน ช่วยให้มีความเหนียวและแข็งแรง ส่วนในแถบเอเชียเท่าที่ทราบประเทศญี่ปุ่นห้ามใช้สารใยหินมาประมาณ 2 ปี จากเดิมเคยอนุญาตให้ใช้ได้ในอัตราส่วนไม่เกิน 3% รวมถึงประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ก็ตื่นตัวในการห้ามใช้สารใยหินมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าเป็นชาวต่างชาติที่มาอยู่อาศัยในเมืองไทย หากบ้านบริเวณใกล้เคียงมีการเปลี่ยนหรือมุงหลังคาใหม่เขาจะซีเรียสมากว่าใช้หลังคาแบบปลอดสารใยหินได้ เป็นสิ่งพนักงานฝ่ายขายของเราเจอมาเองโดยตรง
- โอกาสที่จะพัฒนาไปสู่การห้ามใช้สารใยหิน
สำหรับเมืองไทยคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร อาจเป็นลักษณะกึ่งๆ ควบคุมก่อน เช่น ลดปริมาณอัตราส่วนที่ใช้ เพราะในฟากของผู้บริโภคเองต้องสร้างให้เกิดความรู้ความเข้าใจก่อน ส่วนกลุ่มผู้ผลิตก็ต้องให้เวลาในการหาวัตถุดิบอื่นๆ ที่มีราคาใกล้เคียงกับสารใยหินมาใช้ทดแทน เพื่อจะได้ไม่เพิ่มภาระต้นทุนการผลิตมากนัก
- นอกจากให้ความรู้มีกลยุทธ์อื่นๆ อะไรอีกบ้าง
มี 2 ส่วน ส่วนแรกคงเป็นการหาวัตถุดิบใหม่มาทดแทนเพื่อลดต้นทุนการผลิต จากปัจจุบันเราใช้ โพลิไวนิลแอลกอฮอล์ (PVA) ซึ่งกลั่นมาจากปิโตรเคมี และ เซลลูโลส (เยื่อกระดาษ) มาทดแทนสารใยหิน ตัวที่มีราคาแพงคือ PVA ขณะนี้อยู่ในขั้นเริ่มต้นว่าจะใช้วัตถุดิบอะไรมาทดแทนได้บ้าง ส่วนเยื่อกระดาษมี 2 แบบ คือ เยื่อกระดาษแบบเส้นใยสั้น สามารถสั่งซื้อจากในประเทศได้ และ เยื่อกระดาษแบบเส้นใยยาว ปัจจุบันต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต่อไปจะวิจัยเพื่อหาพืชในประเทศที่สามารถสกัดเยื่อกระดาษแบบเส้นใยยาวมาใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อลดปริมาณการนำเข้าลง
ส่วนที่สองคือ การเพิ่มความหลากหลายผลิตภัณฑ์ เนื่องจากการใช้ PVA และเยื่อกระดาษ ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมามีความหนียวกว่าเดิม แต่สามารถดัดโค้งได้ รวมถึงกันความร้อนได้ดีกว่าเดิม 5 เท่า ดังนั้นในอนาคตสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ หรือเพิ่มการใช้งานได้หลากหลาย เช่น ปัจจุบันเริ่มมีการนำแผ่นสมาร์ทบอร์ดไปใช้ปิด
ผิวหน้าเฟอร์นิเจอร์ กั้นผนังภายในห้อง จากเดิมที่ใช้ทำเป็นฝ้าเพดานเท่านั้น เพราะเป็นวัสดุที่มีอัตราการหดและขยายตัวต่ำ นอกจากนี้ตั้งแต่ปี51 บริษัทจะเริ่มต้นการขายสินค้าเป็นระบบ ได้แก่ ระบบหลังคาระบายอากาศ ส่วนในกลุ่มผนัง ได้แก่ ระบบผนังทนไฟ กันเสียง กันความร้อน เรียกว่า composit wall
- อยากให้ช่วยวิเคราะห์ภาพรวมตลาดหลังคาปี51
ลึกๆ ทุกคนเชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งแล้วในแง่ความเชื่อมั่นหรือเศรษฐกิจน่าจะเริ่มดีขึ้น ดังนั้นภาพรวมตลาดหลังคาจึงไม่น่าจะแย่ลงไปกว่าปี50 ที่ประมาณการว่าจะหดตัวลงถึง 15% แต่ในขณะเดียวกันก็คงไม่เติบโตขึ้นมากโดยเฉพาะในกลุ่มตลาดบ้านใหม่ ดังนั้นกลุ่มลูกค้าหลักในปี51 คงเป็นตลาดบ้านเก่าที่ปรับเปลี่ยนหรือซ่อมแซมหลังคา เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงพัฒนามาสู่การขายสินค้าเป็นระบบ ส่วนบริษัทตั้งเป้ารายได้ปี51 ประมาณ 6,500 ล้านบาท ขณะที่ปี50 คาดว่ามีรายได้ประมาณ 6,000 ล้านบาท ลดลง 15%
- มีโอกาสจะลงทุนเพิ่มหรือไม่
เราได้ขยายกำลังการผลิตสินค้าในกลุ่มแผ่นสมาร์ทบอร์ดและฝาเพิ่มขึ้นอีก 2 ไลน์ มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปัจจุบัน 60 ล้านตารางเมตรต่อปี เพิ่มเป็น 75 ล้านตารางเมตรต่อปี ใช้งบฯลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท จะแล้วเสร็จช่วงกลางปี51 เป้าหมายเพื่อรองรับการขยายตลาดส่งออก ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย และแถบตะวันออกกลาง จากปัจจุบันส่งออกประเทศลาว พม่า กัมพูชา และมีสัดส่วนเพียง 5% จากรายได้รวม ตามแผนจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ส่งออกเป็น 20% ภายในปี 2555
หน้า 8
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
