รายงานถือว่าหนักหนาเอาการสำหรับผลกระทบจาก ค่าเงินบาท และ เศรษฐกิจ ซบเซา ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกในช่วงที่ผ่านมา ในกลุ่มผู้ผลิตสิ่งทอบางรายต้องลดคนงาน บางรายต้องปิดกิจการลง
แต่วันนี้บาดแผลจากการที่ภาวะเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2549 ที่ผ่านมา ได้ขยายวงมาถึงผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีหลายรายที่ยึดตลาดส่งออกเป็นรายได้หลักหล่อเลี้ยงธุรกิจ
ภายใต้ความหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศอาจจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นและให้ฝันร้ายของพวกเขาผ่านไปโดยเร็ว
ที่ผ่านมา โบฟา อินเตอร์เนชั่นแนล หนึ่งในแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำกลุ่มโซฟาเบดและชุดห้องนอน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้หลักจากการส่งออก เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่หนีไม่พ้นถูกภาวะเงินบาทแข็งค่าและเศรษฐกิจซบเซาพ่นพิษ โดยกำลังปรับตัวขนานใหญ่เพื่อฝ่าวิกฤต
ผลกระทบที่ได้รับก็คือโบฟาฯต้องสูญเสียตลาดส่งออกไปถึง 50% จากเดิมที่เคยมียอดส่งออกเฉลี่ยเดือนละกว่า 200 ตู้คอนเทนเนอร์ ลดลงเหลือเดือนละ 100 ตู้คอนเทนเนอร์
เราอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาช่วยดูแลปัญหาของผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ด้วย พอเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ ลูกค้าต่างประเทศที่เคยสั่งเราก็หายไปครึ่งหนึ่ง หรือบางรายเราก็ไม่สามารถรับออร์เดอร์ได้เพราะทำแล้วขาดทุน ปรารถนา จิโนรส รองประธาน โบฟา อินเตอร์เนชั่นแนล สะท้อนถึงผลกระทบที่ได้รับ
จนนำมาสู่การตัดสินใจลดขนาดกำลังผลิต แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาเป็นแรงกดดันให้ต้องลดจำนวนคนงานกว่า 200 คน หรือ 30% เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายที่บริษัทไม่อยากทำ
ยิ่งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีหน้า โดยเฉพาะ อเมริกา หนึ่งในตลาดส่งออกใหญ่กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตซับไพรม (สินเชื่อด้อยคุณภาพ) และอาจเลวร้ายหนักถึงขั้นไม่มีออร์เดอร์เฟอร์นิเจอร์เข้ามาเลยตลอดทั้งปี
ตรงกับความเห็นของ ดุสิต นนทะนาคร อดีตผู้บริหารระดับสูงเครือซิเมนต์ไทย ที่ปัจจุบัน นั่งเก้าอี้ รองประธานสภาหอการค้าไทย ออกมา ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะไม่สามารถพึ่งพาตลาดส่งออกเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเหมือนเช่นปีนี้ได้อีกแล้ว เท่ากับว่าในปี 2551 อาจเป็นงานหนักของธุรกิจส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม่แพ้ปีนี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับ โบฟา อินเตอร์เนชั่นแนล กำลังฝ่าวิกฤตปรับตัวขนานใหญ่ ทางออกคือการเปิดตลาดใหม่ใน เวียดนาม ประเทศที่กำลังกระหายในการใช้เงินเพื่อการลงทุนพัฒนาอินฟราสตรักเจอร์อย่างขนานใหญ่ นำไปสู่การเร่งรัดอัตราเติบโตจีดีพีที่ติดอันดับต้นๆ ของเอเชีย
เป็นตลาดที่ผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์มองว่ามี ศักยภาพมากๆ หลังจากโบฟาฯได้ร่วมออกบูทแสดงสินค้าที่เวียดนามกับกรมพาณิชย์สัมพันธ์ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา เพราะประเทศซึ่งเป็นที่จับตามองในฐานะ เสือตัวใหม่แห่งเอเชีย แห่งนี้มีประชากรจำนวนถึง 85 ล้านคน สูงกว่าประเทศไทย และกำลังมีโครงการอสังหา
ริมทรัพย์เกิดขึ้นมากมาย ดีมานด์เฟอร์นิเจอร์จึง
สูงมาก
ที่สำคัญ พฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มว่าจะมีรสนิยมเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม่แตกต่างกับคนไทย การเปิดตลาดในเวียดนามจึงไม่ต้องปรับเปลี่ยนดีไซน์ หรือกระบวนการผลิตสินค้ามากนัก
จึงไม่แปลกว่าในช่วงที่ผ่านมาบริษัทอสังหาฯ ชั้นนำอย่างแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ควอลิตี้เฮ้าส์ พฤกษาเรียลเอสเตท และอินเด็กซ์ ผู้ผลิต เฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ เริ่มเข้ามาศึกษาตลาดเพื่อดูลู่ทางการลงทุนในประเทศเวียดนามมาระยะหนึ่ง และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเข้าไปรุกธุรกิจในอนาคต โดยมีเสือปืนไวผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ค่าย เอส.บี.เฟอร์นิเจอร์ หนึ่งในแบรนด์ลีดเดอร์ล่วงหน้าเข้าไปทำตลาดได้ประมาณ 1 ปี
สิ่งที่ดึงดูดใจให้ผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์เข้าไปเปิดตลาดไม่ได้มีแค่กำลังซื้อเท่านั้น แต่ยังรวมสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้า (คล้ายๆ กับ บีโอไอ) กล่าวคือ กรณีที่มีการนำเข้าวัตถุดิบ ไปผลิตสินค้าในประเทศเวียดนาม และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศอื่นๆ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
ประกอบกับค่าแรงขั้นต่ำที่ถูกกว่าประเทศไทยถึงกว่า 3 เท่า หรืออยู่ที่ 1,800-2,200 บาทต่อเดือนเท่านั้น ทำให้โบฟาฯไม่ลังเลที่จะเข้าไปลงทุนเช่าที่ดินระยะยาวเพื่อก่อสร้างโรงงานโดยตอกเสาเข็มโรงงาน ณ กรุงโฮจิมินห์ซิตี เมืองหลวง เศรษฐกิจของเวียดนาม
เบื้องต้นเป็นการลงทุนแบบชิมลางในรูปแบบการสร้างโรงงานประกอบเฟอร์นิเจอร์ ใช้งบประมาณลงทุนเพียงไม่กี่ล้านบาท กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ 1)งานโครงการอสังหาฯ และ 2)การเปิดโชว์รูมและตัวแทนจำหน่ายในรูปแบบแฟรนไชส์
โดยเตรียมเปิดโรงงานและเริ่มผลิต เฟอร์นิเจอร์ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2551 นี้ ในอนาคตอันใกล้หากประเมินแล้วพบว่าการผลิตสินค้าในเวียดนามมีต้นทุนต่ำกว่า ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคต โบฟาฯ อาจย้ายฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์เพื่อการส่งออกไปที่เวียดนาม ขณะที่โรงงานในไทยจะผลิตเพื่อขายในประเทศเท่านั้น
แม้ว่าลึกๆ แล้วพวกเขาอยากให้เงินบาทอ่อนค่าลงมาที่ 38 บาทเหมือนเดิม พร้อมกับความหวังว่ากำลังซื้อในประเทศจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง
หน้า 8
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
