กรมที่ดินปรับรูปแบบการยื่นขออนุญาตจัดสรรแบบวันสต็อปเซอร์วิส ใช้สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาฯเป็นศูนย์กลาง ประเดิมนำร่องใน กทม.ภายในปีนี้ก่อนขยายไปพื้นที่อื่นๆ เผยเตรียมระดมสมองถกแผนป้องกันน้ำท่วมในโครงการจัดสรร หลังปิ๊งไอเดียใหม่ใช้ ระบบการหน่วงน้ำ แทน พื้นที่หน่วงน้ำนายสุรสิทธิ์ สหัสธรรมรังษี ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน กล่าวว่า ความคืบหน้าการจัดทำโครงการ วันสต็อปเซอร์วิส (การยื่นขออนุญาตจัดสรรแบบศูนย์บริการร่วม) ที่กรมที่ดินผลักดันมาระยะหนึ่ง ถึงขณะนี้มั่นใจว่าจะสามารถให้บริการประชาชนได้ภายในปี 2551 อย่างแน่นอน โดยจะนำร่องให้บริการในเขตกรุงเทพฯก่อน จากนั้นจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
สาเหตุที่ไม่สามารถให้บริการได้ทันภายในปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดการให้บริการใหม่ จากเดิมที่จะใช้สำนักงานที่ดินสาขาต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯเป็นจุดให้บริการยื่นขออนุญาตจัดสรรแบบวันสต็อปเซอร์วิส ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้ สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน (ใกล้โรงเรียนวัดราชบพิธ) เป็นจุดให้บริการเพียงแห่งเดียว เพื่อให้ตรงตามแนวคิดวันสต็อปเซอร์วิสจริงๆ
วิธีการนี้เท่ากับช่วยลดขั้นตอนการทำงานลง จากเดิมถ้าเปิดจุดให้บริการตามสำนักงานที่ดินสาขาต่างๆ ขั้นตอนต่อไปคือต้องส่งเรื่องขออนุญาตมายังกรมที่ดิน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานกับหน่วยงานราชการต่างๆ อาทิ กรมทางหลวง กรมชลประทาน การประปานครหลวง การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น
ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อตรวจสอบข้อกฎหมายว่าในทางปฏิบัติทางสำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาฯสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมการขออนุญาตจัดสรร และรับคำยื่นขออนุญาตจัดสรรแทนสำนักงานที่ดินสาขาได้หรือไม่
หากไม่ขัดต่อหลักกฎหมายก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น เนื่องจากจะสามารถออกใบอนุญาตจัดสรรได้ภายในเวลาไม่เกิน 45 วัน นับจากวันยื่นขออนุญาต ภายใต้เงื่อนไขว่าผู้ยื่นขอจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน เนื่องจากก่อนหน้านี้กรมที่ดินได้ลงนามข้อตกลงเบื้องต้น (เซ็นเอ็มโอยู) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกใบอนุญาตจัดสรรแล้ว สาระสำคัญคือการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับเวลาในการพิจารณาเอกสารของแต่ละหน่วยงาน กรณีที่ไม่ตอบกลับมายังกรมที่ดินภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผ่านการพิจารณาแล้ว
นายสุรสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนประเด็นการแก้ไขข้อกำหนดจัดสรรที่ดินของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2544 ที่เสนอให้โครงการจัดสรรต้องจัดแบ่งพื้นที่ 50% ของพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดในโครงการจัดสรร จัดทำเป็น พื้นที่หน่วงน้ำ ในรูปแบบของการขุดสระสำหรับกักเก็บน้ำ เป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกัน ได้ข้อสรุปว่าจะปรับเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ จากที่กำหนดให้มี พื้นที่หน่วงน้ำ เป็น ระบบการหน่วงน้ำ
รูปแบบคือต้องจัดให้มีระบบการระบายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะตามค่ามาตรฐานที่กำหนด คล้ายๆ กับระบบระบายน้ำของสนามฟุตบอลหรือสนามบิน แทนการขุดสระกักเก็บน้ำ เนื่องจากเห็นว่าการขุดสระเพื่อเป็นพื้นที่หน่วงน้ำในโครงการเท่ากับเป็นการลดพื้นที่สีเขียวในโครงการ
โดยจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมกับคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพฯ และตัวแทนผู้ประกอบการโครงการจัดสรรจำนวนประมาณ 100 ราย ในวันที่ 23 มกราคมนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและหาข้อสรุปอีกครั้ง หากได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ขั้นตอนต่อไปจะดำเนินร่างข้อกำหนด เพื่อนำเสนอคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง หากผ่านความเห็นชอบก็สามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป
เท่าที่ทราบข้อมูล การติดตั้งระบบระบายน้ำแบบที่ใช้ในสนามฟุตบอลมีงบประมาณเฉลี่ย 3-4 แสนบาท คงจะต้องหารือกันในที่ประชุมว่าผู้ประกอบการจะเห็นด้วยในหลักการหรือไม่
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
