ย่างเข้าสู่ปีหนูไม่ถึงเดือน แต่ดูเหมือนผู้รับเหมาก่อสร้างไทยเริ่มส่งสัญญาณออกอาการน่าเป็นห่วง และส่อเค้าจะหนักหนาสาหัสกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมาดูได้จากผลเปิดประมูลงานก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่เส้นทาง ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่เพิ่งเคาะราคาไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา
ปรากฏว่าผู้รับเหมากลุ่มกิจการร่วมค้า ที.เอส.ซี. (บริษัท ไทยพีค่อนและอุตสาหกรรม จำกัด บริษัท เสริมสงวนก่อสร้าง จำกัด และบริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด) ดัมพ์ราคาสุดๆ จากราคากลาง 5,292 ล้านบาท เหลือ 3,926 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 25.8% ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างไม่เกรงใจศักดิ์ศรีเมกะเพลเยอร์ ไม่ว่าจะเป็น อิตาเลียนไทย-ช.การช่าง-เอ.เอส. แอสโซซิเอท-กิจการร่วมค้าเจเอ็นซี จอยท์เวนเจอร์สวนกระแสตลาดธุรกิจก่อสร้างไทยที่ ทุกวันนี้ราคาวัสดุอยู่ในช่วงขาขึ้น นับเป็นภาวะ หิวงาน ที่สะท้อนภาพลักษณ์วงการรับเหมาได้ เป็นอย่างดี
ห่วงสงคราม ฟันราคา
นอกจากนี้ในการทยอยเปิดประมูลงานย่อยๆ ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็พบว่า มีการฟันราคากันเป็นว่าเล่นเช่นกัน ตัวอย่างการประมูลงานก่อสร้างทางยกระดับถนนศรีนครินทร์ ที่บริษัทซิปโก้ เจ้าพ่อเสาเข็ม ดัมพ์ราคากว่า 20% จากราคากลางกว่า 700 ล้านบาท เหลือกว่า 500 ล้านบาท
ปัจจุบันงานประมูลของ กทม.เริ่มเป็นที่จับตามองของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง เพราะเป็นหน่วยงานเดียวที่มีงานประมูลเหลืออยู่ในมือเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท นับเฉพาะปี 2551 กทม.มีงานเตรียมเปิดประมูลรวมประมาณ 32 โครงการ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท แน่นอนว่าการประมูลแต่ละช่วงสัญญาจะต้องมีการ แข่งขันสูง
ว่ากันว่าผู้รับเหมาที่หันมาใช้กลยุทธ์ฟันราคาจนทำให้วงการรับเหมาปั่นป่วน ส่วนใหญ่เป็นผู้รับเหมาระดับกลาง ต้นสายปลายเหตุมาจากงานในมือที่ประมูลได้ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเริ่มหมด จำเป็นต้องหางานอื่นมาต่อยอด
ขณะนี้ที่ผู้รับเหมายักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มีงานในมือเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ยังรองรับไปได้อีก 1-2 ปีข้างหน้า จึงไม่มีความจำเป็นต้องลงสนามแข่งเรื่องราคา
ชี้หนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี40
อังสุรัสมิ์ อารีกุล เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า ขณะนี้รับเหมาไทยกำลังส่งสัญญาณมีอาการ น่าเป็นห่วง คาดว่าจะหนักกว่าปี 2540 ถ้าหากยังมีการฟันราคาอย่างนี้ต่อไป เนื่องจากตลาดรับเหมาก่อสร้างซบเซามากว่า 1 ปี งานที่ได้ในปี 2550 ใกล้จะหมด จำเป็นต้องหางานใหม่มาต่อยอด
การฟันราคาเริ่มกลับมาให้เห็นอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมางานประมูลออกมาน้อย ทำให้ผู้รับเหมาต้องทำทุกวิถีทางหางานไว้ในมือ แม้จะไม่ได้กำไรเลยเพื่อต่อสายป่าน และยิ่งปีนี้งานน้อย รัฐบาลใหม่ยังไม่มีงานออกมาอีก ผู้รับเหมาจะฟันราคากันหนักขึ้นไปอีกเพื่อให้บริษัทอยู่รอด
ถึงเวลาที่จะต้องพึ่งพิงสมาคมให้ออกมาเป็นปากเสียงให้ พลพัฒ กรรณสูต นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชี้แจงว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้รับเหมาในขณะนี้เกิดจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองทำให้มีการเว้นช่วงงานประมูล สมาคมรอให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งเสร็จเรียบร้อย จะได้ขอเข้าพบผู้นำรัฐบาลเพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาต่อไป
ปัญหาหนักสุดตอนนี้คืองานมีน้อย งานประมูลใหม่ๆ ไม่ค่อยออกมา แถมราคาค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น ไม่สอดคล้องกับราคากลาง โดยเฉพาะเหล็กเส้นที่ขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่หยุดไม่หย่อน ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ตอนนี้ราคาเหล็กเส้นจากเดิมราคาขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท เป็นกิโลกรัมละ
28-29 บาท
ยกเลิกอีออกชั่น-จ่ายค่า Kตามจริง
สำหรับประเด็นที่สมาคมผู้รับเหมาจะนำไปหารือฯมีอย่างน้อย 4 ข้อด้วยกัน คือ 1)ขอความสมานฉันท์ภายในรัฐบาล อย่าให้รัฐบาล เช็กบิลกันเอง และเร่งออกประมูลงานใหม่ๆ
2)เสนอให้ยกเลิกการประมูลทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ อีออกชั่น โดยสมาคมมีความเห็นว่า มีปัญหาในทางปฏิบัติจนทำให้ผู้รับเหมาได้รับความเดือดร้อน ถูกบีบ ให้ต้องจำใจเคาะราคาที่ไม่พึงพอใจจะเสนอ เพราะถ้าไม่ยื่นประมูลจะถูกยึดแบงก์การันตี หรือเงินค้ำประกันซอง
ขั้นตอนของอีออกชั่นมีแบงก์การันตีประมาณ 3 อาทิตย์ถึง 1 เดือน ซึ่งในระหว่างนี้ผู้รับเหมาจะคิดแบบและราคา เมื่อเสร็จแล้วปรากฏว่าราคาทำไม่ได้ ถ้าไม่ไปเคาะราคาจะโดนยึดแบงก์การันตี ทำให้ผู้รับเหมาจะต้องจำใจยื่นในราคาที่ไม่พึงพอใจที่จะเคาะ และยังให้เคาะราคาต่ำกว่าราคากลางอีก ซึ่งถ้ายกเลิกจะทำให้ได้ราคาของจริงที่ทำได้จริงๆ
3)เรื่องราคาเหล็กแพง ที่ผ่านมารัฐบาล ไม่ได้ช่วยเหลือผู้รับเหมา และ 4)เรื่องค่า K (ค่าต้นทุนผันแปร) จะขอให้ปลดล็อก 4% เป็นการชั่วคราว ระหว่างที่รอให้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดทำรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการคำนวณค่า K และราคากลางใหม่ ประมาณกลางปีนี้จะเสร็จ
ปัญหาคือปัจจุบันนี้ ถ้าคิดค่า K ออกมาแล้วไม่ถึง 4% ของมูลค่างานจะเบิกไม่ได้ จะเบิกได้ก็ต่อเมื่อเกิน 4% เท่านั้น สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยคือขอให้มีการเบิกจ่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนผันแปรที่เกิดขึ้นจริง
หน้า 10
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
