สัมภาษณ์อยู่อย่างโลว์โปรไฟล์อย่างน้อย 2 ปีเต็ม สำหรับผลิตภัณฑ์แบรนด์ วินเซอร์ เจ้าตลาดประตูหน้าต่าง ไวนิล วัสดุทดแทนไม้ที่กำลังเติบโตแบบดีวันดีคืน ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในการปรับองค์กร โดยยุบบริษัท เฮ้าส์คอมโพเน้นท์ จำกัด รวมเข้ากับบริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด นั่นอาจจะหมายความว่าเป็นการส่งสัญญาณในเชิงการขยายธุรกิจและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์พิเศษ ปรเมศวร์ นิสากรเสน กรรมการผู้จัดการของ นวพลาสติกอุตสาหกรรม ถึงฟีดแบ็กในการ ดำเนินธุรกิจและทิศทางในอนาคตของวินเซอร์
- ผลประกอบการบริษัท
ปี 2550 เฉพาะกลุ่มไวนิลเรามียอดขายเกือบ 1,000 ล้านบาท เติบโต 20-30% ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1,200 ล้านบาท
ในแง่มูลค่าตลาดประตูหน้าต่างไวนิล คาดว่ามีประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ส่วนมูลค่าตลาดรวมประตูหน้าต่างทุกประเภท น่าจะไม่ ต่ำกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท เท่ากับไวนิลมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 8% เท่านั้น สะท้อนว่าวัสดุไวนิล ยังเป็นสินค้าที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก แม้ว่าตัวเลขมาร์เก็ตแชร์อาจดูน้อย แต่เหตุผลอาจเป็นเพราะ ผู้บริโภคบางรายยังไม่อยากจ่ายแพงขึ้น ประกอบกับลูกค้าโครงการมองเรื่องต้นทุนวัสดุมากขึ้น
อย่างไรก็ตามถ้าดูอัตราเติบโตภาพรวมตลาดไวนิลแต่ละปีถือว่าสูง ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ย 30-40% เป็นช่วงที่กำลัง take off
ในส่วนของบริษัท จะเห็นว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทให้น้ำหนักกับการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์จากที่จับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อระดับบน มาสู่ระดับกลาง เพราะเรามองว่าต้องลงมาเก็บเซ็กเมนต์ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น ตามภาพรวมบ้านจัดสรรระดับบนราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปที่เปิดตัวลดลง จากเดิมมีส่วนแบ่ง 7-8% ของตลาดรวม ปัจจุบันลดเหลือ 3% เท่านั้น อีกส่วนหนึ่งคือการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มวัสดุตกแต่งภายใต้แบรนด์ นววูด ซึ่งเป็นไวนิลที่ทำเลียนแบบไม้ใช้ในงานตกแต่งทั้งภายในและภายนอก
ฟีดแบ็กของแบรนด์นววูด เราขายเป็นเส้นไวนิลทำลวดลายเหมือนไม้เรียกว่า ไม้เทียม เหมาะกับการนำไปตกแต่งทั้งภายในและภายนอกแล้วแต่ลูกค้าจะนำไปดัดแปลง มีสีให้เลือกหลากหลาย อาทิ สีโอ๊ก ขาว ฯลฯ หลังจากทำตลาดมา 2-3 ปี ถือว่าผลตอบรับดี ปีที่ผ่านมาเติบโตเกือบ 50% ข้อดีคือไม่ต้องขัด ทำสี และสามารถเจาะ สกรูได้เหมือนไม้
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบในตลาดแล้ว ไวนิลราคา สูงกว่าประตูหน้าต่างทำจากอะลูมิเนียมอบสีประมาณ 10-15% แต่ข้อดีของไวนิลคือเป็น 1) อายุการใช้งาน วัสดุที่พัฒนาให้มีอายุใช้งานยาวนาน 10-20 ปี อย่างในยุโรปบางอาคารใช้มาถึง 30 ปี 2) เป็นฉนวนกันความร้อน 3) การฉนวนกันเสียง
สำหรับนโยบายบริษัท เราตั้งใจจะเพิ่มโซลูชั่นให้มากขึ้น อนาคตอาจจะไปเสริมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของเครือซิเมนต์ไทย คอนเซ็ปต์คล้ายๆ กับ บ้านไวนิล แต่ในแง่งานฐานรากคงต้องพึ่งวัสดุอื่นๆ อย่างการจัดบูทตามงานแฟร์ต่างๆ เราก็จะตกแต่งเป็นบ้านจำลอง ก็ถือเป็นความตั้งใจเหมือนกันว่าถ้าลูกค้านึกถึง นวพลาสติก ก็จะนึกถึงผลิตภัณฑ์ไวนิลครบวงจร เพราะเราต้องการเป็นวันสต็อปช็อป แต่การโปรโมตเรื่องนี้คงต้องรอดูจังหวะที่เหมาะสมอีกที
- แผนเจาะตลาดคอนโดฯ
เรามีลูกค้า 2-3 โครงการที่เป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ ไม่เกิน 8 ชั้น ส่วนคอนโดฯ ไฮไรส์ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะตึกสูงจะมีแรงลมปะทะ หรือ wind load ดังนั้นต้องพัฒนาตัววงกบให้แข็งแรงพอที่จะรับการสั่นสะเทือนของกระจกได้ ซึ่งเรากำลังทำอยู่
ตอนนี้ที่เรากำลังทำคือพัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับขนาดวงกบ เพราะทุกโครงการมีขนาดไม่เหมือนกันเลย แต่กำลังดูอยู่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้สถาปนิกโครงการออกแบบบ้านประตูหน้าต่างเป็นขนาดมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้มีต้นทุนต่ำลง
แนวทางมี 2 ส่วนคือ 1) ถ้าเป็นงานโครงการเราเข้าไปคุยกับดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ อธิบายว่าถ้าสามารถออกแบบประตูหน้าต่างให้เป็นขนาดมาตรฐานเดียวกันได้ในแง่การผลิตจะมีต้นทุนต่อหน่วยลดลง อาจจะลดลงมาเท่ากับหรือต่ำกว่าอะลูมิเนียมอบสีขาว ขณะนี้กำลังพูดคุยกับดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ 2-3 ราย ถ้าเจรจาได้ข้อยุติอาจจะมีออร์เดอร์เข้ามา 3,000-4,000 ยูนิต เฉลี่ยต่อยูนิตใช้ประตูหน้าต่างประมาณ 10-15 บาน รวมแล้วประมาณ 3-4.5 หมื่นบาน
นอกจากนี้ ตลาดที่น่าสนใจมากๆ คือกลุ่มลูกค้าบ้านเก่าที่เริ่มมีความต้องการปรับปรุงซ่อมแซม จากการศึกษาข้อมูลบ้านเก่าในแถบกรุงเทพฯ และปริมณฑล อายุเกินกว่า 10 ปี มีจำนวนประมาณ 1.5 ล้านหลัง ในแง่มูลค่าตลาดถือว่าใหญ่ แต่ก็ยังต้องให้ความรู้ช่างต่อไป
เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะรองรับตลาดนี้คือเรามีศูนย์ เทรนนิ่งเซ็นเตอร์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ในบริเวณเดียวกับโรงงาน เฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ในการเทรนต่อหนึ่งผลิตภัณฑ์ เพราะการเทรนช่างได้มากเท่าไหร่ ก็เหมือนเพิ่มโอกาสในการขายมากขึ้นเท่านั้น
- การเพิ่มจำนวนเครือข่าย
ล่าสุดเรามีจำนวนเครือข่ายโรงงานประกอบประตูหน้าต่าง จำนวน 34 ราย อยู่ในกรุงเทพฯ ประมาณ 10 ราย ที่เหลือกระจายตามหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ฯลฯ ไม่นับรวมการขายผ่านซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท
ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น จุดติดต่อ ทำให้การเข้าถึงลูกค้ากว้างขึ้น คิดว่าช่วง 2-3 ปีนี้คงไม่ขยายโรงงานประกอบเพิ่ม แต่มุ่งไปที่การเพิ่ม จุดขาย ตามร้านซิเมนต์โฮมมาร์ทมากกว่า จะพัฒนาในรูปแบบคล้ายๆ คอร์เนอร์อยู่ภายในร้าน เรียกว่า วินเซอร์ เฮาส์ เป็นจุดติดต่อ เมื่อมีออร์เดอร์ก็จะส่งไปโรงประกอบต่อไป
หน้า 15
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
