ระบบตั๋วร่วม รถไฟฟ้าใต้ดินและบนดินได้ฤกษ์ใช้เดือนกรกฎาคม หลัง บีเอ็มซีแอล-บีทีเอส เคลียร์กันลงตัว เผยระยะแรกเป็นการใช้บัตรโดยสารร่วมกันได้ ส่วนระยะถัดไปใช้ร่วมกับระบบอื่นๆ จะเห็นผลอีก 2 ปีข้างหน้านายอาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการจัดทำระบบตั๋วร่วมว่า หลังบีทีเอส และบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในเบื้องต้น ในด้านเทคนิคและการดำเนินงานในอนาคต รวมทั้งเจรจากับผู้พัฒนาระบบ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาระบบตั๋วโดยสารร่วมให้สามารถดำเนินการได้โดยเร็วที่สุด
ล่าสุด ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การใช้บัตรโดยสารข้ามระบบ (interoperability) คือ การทำให้บัตรโดยสารของรถไฟฟ้าบีทีเอสสามารถใช้กับรถไฟฟ้าใต้ดินได้ และให้บัตรโดยสารรถใต้ดินสามารถใช้ได้กับรถไฟฟ้าบีทีเอส คาดว่าประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมจะสามารถเปิดให้บริการระบบดังกล่าวได้
ตอนนี้ทั้งเราและบีเอ็มซีแอลได้เปลี่ยนมาใช้ระบบสมาร์ตพาสหมดแล้ว ต่อไปจะมีการปรับระบบข้อมูลของบัตรที่แต่ละระบบมีอยู่เดิม ให้สามารถอ่านค่าซึ่งกันและกันได้ ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้จะช่วยให้สามารถใช้บัตรโดยสารข้ามระบบกันได้ในเวลาอันสั้น โดยขณะนี้ทั้ง 2 ฝ่ายได้จัดตั้งคณะทำงานทางด้านเทคนิคเพื่อศึกษาข้อมูลในบัตร และนำไปปรับระบบบัตรโดยสารของแต่ละฝ่ายแล้ว
สำหรับระยะที่ 2 จะเป็นการพัฒนาระบบ ตั๋วร่วม (common ticketing) เพื่อทำการออกแบบ กำหนดมาตรฐาน และคุณลักษณะทางเทคนิคของบัตรโดยสารร่วมและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ใช้บัตรโดยสารเพียงใบเดียวสามารถในการใช้บริการระบบขนส่งมวลชน โดยระบบนี้ต่อไปจะเป็นมาตรฐานสำหรับระบบขนส่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี
ขั้นตอนต่อจากนี้ทั้ง 2 บริษัทจะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาดำเนินการวิเคราะห์และจัดทำรายละเอียด เพื่อร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทกลางขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็น clearing house ในการออกบัตรโดยสาร หลังจากนั้นจะมีการจัดทำรายละเอียดทั้งหมด สำหรับโครงการส่วนต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะเปิดให้สามารถเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทกลางด้วย
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ในการตั้งบริษัทกลางขึ้นมาตามกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท แต่กรณีของบีทีเอสและบีเอ็มีซีแอล ไม่น่าจะเข้าข่ายที่แบงก์ชาติกำหนด จึงอาจจะใช้เงินลงทุนไม่ถึง 200 ล้านบาท แต่ต้องรอให้บริษัทที่ปรึกษาทำรายละเอียดเสร็จเรียบร้อยจึงรู้ว่าจะต้องลงทุนเท่าใด
ด้านนายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทบีเอ็มซีแอล กล่าวว่า การใช้ระบบตั๋วร่วมนี้ไม่ได้ทำให้ผู้โดยสารของทั้ง 2 บริษัทเพิ่มขึ้น แต่จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้บริการ โดยผู้โดยสารคนเดียวจะไม่ต้องถือบัตรโดยสาร 2 ใบ มีใบเดียวก็สามารถใช้ได้ทั้ง 2 ระบบ การที่จะทำให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอยู่กับการต่อขยายเส้นทางมากกว่า อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลพบว่ามีผู้โดยสารที่ใช้ทั้ง 2 ระบบอยู่ประมาณ 30% หรือ 1 แสนคนต่อวัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูง
หน้า 12
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
