เจ้าตลาดโครงการที่อยู่อาศัยระดับแมส พฤกษา เรียลเอสเตท ก้าวถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสามารถสร้างสถิติยอดขายใหม่เพิ่มขึ้นทุกไตรมาสในปี 2550 ที่ผ่านมา สวนทางตลาดบ้านโดยรวมที่ชะลอตัวลงราว 10%นอกจากนี้ยังทำสถิติยอดขายมากถึง 13,646 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มียอดขาย 7,156 ล้านบาท ถึง 91% ขณะที่ยอดรับรู้รายได้อยู่ที่ 9,093 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปี 2549 ที่อยู่ในระดับ 8,204 ล้านบาท 11%
แม้จะยังให้น้ำหนักกับการพัฒนาโครงการระดับแมส พัฒนาโครงการเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางและล่างเป็นหลัก โดยเฉพาะโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ถึงจุดนี้พฤกษาฯ ไม่ได้พึ่งพารายได้จากบ้านบีโอไอที่อาจจะมีกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวมเหมือนเมื่อหลายปีก่อนแล้ว
ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท แจกแจงว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมามาจากความสำเร็จของสินค้าจากทุกกลุ่ม โดยทาวน์เฮาส์มียอดขายรวม 6,064 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ราว 42% บ้านเดี่ยว 3,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% ส่วนคอนโดฯที่โหมทำตลาดอย่างหนักช่วงปลายปี มียอดขายรวมถึง 3,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 5,568%
ทั้งหมดนี้นอกจากจะเป็นผลมาจากการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจในปีที่ผ่านมาแล้ว ยังเกิดจากการวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้าและโปรดักต์ใหม่ๆ ที่ครอบคลุมถึงลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกเซ็กเมนต์ และทุกทำเล ภายใต้แบรนด์หลากหลายแบรนด์ซึ่งนอกจากช่วยกระจายความเสี่ยงไปในตัวแล้ว ยังสร้างโอกาสในทางธุรกิจอีกด้วย
ทองมา ย้ำด้วยความมั่นใจว่า โดยโครงสร้างทางการเงินที่เข้มแข็งจากที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.35 เท่า น่าจะทำให้พฤกษาฯสามารถที่จะขยายธุรกิจได้อย่างมั่นคงและเติบโตต่อเนื่อง
เพราะนับแต่นี้ไป พฤกษาฯต้องการจะพึ่งพาตนเองมากขึ้น ด้วยการมุ่งเน้นไปธุรกิจหลักที่มีความถนัดและชำนาญ สำหรับบ้านบีโอไอแม้ยัง ตั้งเป้าเจาะตลาดเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเน้นหนักเหมือนเดิม เพราะเมื่อมองเห็นช่องทางที่จะแชร์เค้กในตลาดอื่นรวมทั้งในเซ็กเมนต์ อื่นๆ ได้ จะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปก็ใช่ที่
เพราะบทพิสูจน์มีให้เห็นแล้วว่าการปูพรมเจาะตลาดในหลากหลายเซ็กเมนต์ นับวันก็ยิ่งจะทำให้ฐานด้านการตลาดและฐานลูกค้าของเจ้าตลาดบ้านระดับล่างยิ่งโตขึ้น
ผลประกอบการปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงการปรับตัวของพฤกษาฯ เพราะแม้ตลาดบ้านโดยรวมชะลอตัวลง 10% แต่ยอดขายของเรากลับเติบโตขึ้นถึง 91% ผลพวงจากการปรับโปรดักต์ การปรับมาร์เก็ตเซ็กเมนต์ ฯลฯ ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าว
ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2550 พฤกษาฯ มีส่วนแบ่งตลาดบ้านรวม 15.8% หรือ 6,671 ยูนิต จากทั้งหมด 42,272 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มี 6,568 ยูนิต หรือมีส่วนแชร์เค้กตลาดบ้าน 13.4% ของตลาดรวม 49,167 ยูนิต โดยมีส่วนแบ่งตลาดทาวน์เฮาส์ 42.2% หรือ 5,439 ยูนิต จากเดิม 34.7% หรือ 5,386 ยูนิต
มีส่วนแบ่งตลาดบ้านเดี่ยว 8.6% หรือ 1,224 ยูนิต จากทั้งหมดในตลาด 14,185 ยูนิต จากเดิม 7.1% หรือ 1,182 ยูนิต จากทั้งหมด 16,700 ยูนิต ในปี 2549 ส่วนคอนโดฯซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่เพิ่งจะเข้าไปแจมได้ส่วนแบ่งเค้ก 4%
แยกตามระดับราคาบ้านเวลานี้ พฤกษาฯมีส่วนแบ่งตลาดบ้านแต่ละกลุ่มดังนี้ ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท 34% ระดับราคา 1-3 ล้านบาท 48% ระดับราคา 3-5 ล้านบาท 11% ส่วนระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไปมี 7% หรือราคาขายเฉลี่ยทั้งหมดอยู่ที่ยูนิตละ 1.28 ล้านบาท
ประกอบด้วยแบรนด์บ้านเดี่ยว ภัสสร ระดับราคา 2.2-5 ล้านบาท เดอะ แพลนท์ ระดับราคา 2.5-5 ล้านบาท ทาวน์เฮาส์ พฤกษาวิลเลจ ระดับราคา 1.8-2.2 ล้านบาท เดอะ แพลนท์ ระดับราคา 2-3.5 ล้านบาท เดอะ คอนเนค ราคา 1.4-2 ล้านบาท พฤกษา วิลล์ 1-1.4 ล้านบาท และบ้านพฤกษา 0.6-1.2 ล้านบาท
ส่วนคอนโดฯมีแบรนด์ไอวี คอนโด ระดับราคา 1.4-5 ล้านบาท เดอะซี้ด คอนโด ระดับราคา 0.8-1.4 ล้านบาท ซิตี้ วิลล์ คอนโดมิเนียม ระดับราคา 0.5-0.8 ล้านบาท และคอนโดฯแบรนด์ใหม่ที่จะลอนช์ออกสู่ตลาดในปีนี้ คือ เดอะ ทรี ระดับราคา 1.1.5 ล้านบาท
จุดขายของพฤกษาฯ คือ การขยายพอร์ตโฟลิโอไปในทุกๆ สินค้า ทุกๆ พื้นที่ ต่างไปจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ แต่ทุกๆ ที่ที่เราเข้าไปจะเลือกเฉพาะตลาดที่เรามีความชำนาญ โดยจะสร้างแบรนด์ใหม่ๆ เพราะมองว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะแบ่งเป็นเซ็กเมนเตชั่นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีการแบ่งโดยไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคด้วย ประเสริฐ กล่าว
ปีที่ผ่านมา พฤกษาฯจึงลอนช์แบรนด์ใหม่ ออกสู่ตลาดหลายแบรนด์ ไม่แตกต่างไปจากผู้ประกอบการระดับบิ๊กแบรนด์รายอื่นๆ ส่วนปีนี้จะเป็นการต่อยอดแบรนด์ที่เพิ่งจะออกมาใหม่ ด้วยการสร้างการรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคให้มากขึ้น
ประเสริฐ บอกว่า ปีนี้พฤกษาฯมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณ 40 โครงการ ทั้งในเมืองและนอกเมือง แยกเป็นคอนโดฯ 8 โครงการ บ้านเดี่ยว 11 โครงการ ส่วนทาวน์เฮาส์มีทั้งหมด 21 โครงการ โดยเตรียมซื้อที่ดินไว้รองรับการพัฒนาแล้ว 20 โครงการ เป็นทาวน์เฮาส์
11 โครงการ บ้านเดี่ยว 6 โครงการ และคอนโดฯ 3 โครงการ โดยจะเริ่มเปิดตัวในไตรมาสแรกก่อน 15 โครงการ เป็นทาวน์เฮาส์ 8 โครงการ บ้านเดี่ยว 4 โครงการ และคอนโดฯ 3 โครงการ
ยังลุยหน้าเดินแบบเต็มที่ โดยตั้งเป้ารายได้ทั้งปีในปีนี้สูงขึ้นอีกเป็น 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนเป้ายอดขายอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท แม้จะมองว่าตลาดบ้านโดยรวมในปีนี้คงไม่ดีไปกว่าปีที่ผ่านมามากนัก
เพราะมั่นใจว่าจะเสาะหาช่องว่างทางการตลาดและสามารถนำโมเดลธุรกิจที่วางไว้ไปใช้อย่างได้ผล
หน้า 8
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
