AREA (เอเยนซี่ ฟอร์ เรียลเอส เตต แอฟแฟร์) โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย แสดงข้อคิดเห็นแบบ มองต่างมุม มติ ครม.วันที่ 4 มีนาคม 2551 เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีแพ็กเกจลดภาษี ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% เหลือ 0.1% ค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% และค่าโอนจาก 2% เหลือ 0.01% รวม 10 ข้อที่น่าสนใจ ดังนี้1.มองประเด็นเรื่องการเก็งกำไร แต่เดิมในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ภาษีธุรกิจเฉพาะมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องปรามการเก็งกำไรของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เมื่อยกเลิกไปแล้วอาจสร้างปัญหาวงจรการเก็งกำไรให้กลับขึ้นมาอีกครั้ง
2.การลดค่าธรรมเนียมโอนและค่าจดจำนองห้องชุดพักอาศัยและอาคาร สำนักงาน เท่ากับว่า นอกจากทางราชการไม่ได้รับภาษีแล้ว ยังให้บริการแบบ ขาดทุน เพราะบ้านในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีราคาเฉลี่ยประมาณ 2.61 ล้านบาทต่อหน่วย หากเสียค่าธรรมเนียมเพียง 0.01% ก็เป็นเงินเพียง 261 บาทเท่านั้น
3.มาตรการเหล่านี้ล้วนส่งเสริมแต่โครงการจัดสรรเท่ากับเน้นการส่งเสริม ผู้ประกอบการเป็นสำคัญ การซื้อขายบ้านและที่ดินที่อยู่นอกโครงการจัดสรร หรือที่ไม่ใช่อาคารชุดหรืออาคารสำนักงานจะไม่ได้รับประโยชน์ มาตรการของทางราชการควรเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่และโดยทั่วหน้าจึงจะถูกต้อง
4.การลดภาษีนี้อาจดูคล้ายจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ผู้ซื้อได้ส่วนหนึ่ง แต่การตัดสินใจซื้อคงไม่ได้อยู่ที่การเสียภาษีในอัตราต่ำเพียงร้อยละ 3 ซึ่งเท่ากับหรือต่ำกว่าค่านายหน้าเสียอีก รัฐบาลควรส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนในการทำหน้าที่พลเมืองดีด้วยการเสียภาษีน่าจะดีกว่า
5.การลดภาษีนี้จะช่วยลดภาระให้ผู้ซื้อ-ขายทรัพย์สินนับแสนรายในระดับเพียงเล็กน้อย แต่กลับทำให้ทางราชการขาดรายได้ที่ควรได้รับเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศไปมหาศาลนับหลายหมื่นล้าน โดยในปีงบประมาณ 2550 กรมที่ดินจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท และถ้าไม่มีการลดค่าธรรมเนียมนี้ น่าจะเก็บได้อีก 60,000 ล้านบาท ในปี 2551
6.ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันไม่ได้ตกต่ำเช่นเดียวกับในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ยังขายได้ตามปกติ เพียงแต่ไม่ได้คึกคักเท่าประเทศในอินโดจีนที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าไทย ดังนั้นจึงไม่มีวิกฤตอะไรที่จำเป็นต้องกอบกู้ในขณะนี้
7.มาตรการกระตุ้นแบบเดียวกันนี้ที่ออกในช่วงปี 2545-2547 อาจดูเหมือนได้ผลในการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในขณะนั้น แต่ถือเป็นความเข้าใจผิด เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจของประเทศดี มีการเติบโตของ จีดีพีอยู่ในระดับสูง ทำให้มีการซื้อ-ขายอสังหาฯมาก มาตรการที่ดำเนินการมาก่อนนี้อาจไม่ได้มีส่วนกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์แต่อย่างใด
8.สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือนำทรัพย์สินที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือทรัพย์ของกรมบังคับคดีออกมาขายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ซื้อมีหลักประกันว่าไม่ต้องต่อรองกับผู้ครอบครองเดิม
9.สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินนโยบายส่งเสริมคือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตามกฎหมาย Escrow Account ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อว่า ซื้อบ้านแล้วได้บ้าน น่าเสียดายที่กฎหมายฉบับนี้ออกมาในลักษณะไม่บังคับใช้ ถึงแม้อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นบ้าง แต่ผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบสมควรปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด
10.การช่วยเหลือประชาชนและเศรษฐกิจ ควรดำเนินการเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่กระตุ้นการซื้อขายเพื่อประโยชน์แต่เฉพาะผู้ประกอบการเป็นสำคัญ การกระตุ้นในช่วงที่ยังไม่ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอาจไม่ได้ผล ที่สำคัญหากในอนาคตเกิดมีวิกฤตจริง ก็คงไม่เหลือมาตรการที่จะเอาออกมาใช้
หน้า 9
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
