ตั้งแต่ อ.บางสะพาน ไปจนถึงเมืองสุราษฎร์ธานี ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. รับประกัน กทม.-เมืองปากน้ำมีโอกาสเกิดน้อยมาก ทส.สั่งบรรเทาความเดือดร้อนชาวบ้านหลังน้ำลด ขณะกรมอุตุฯออกประกาศชี้แจงเรื่องนี้พายุ
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยน แปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกระแสวิตกกังวลเกี่ยวกับการเกิดคลื่นพายุหมุน ( Storm Surge) ขึ้นฝั่งที่ จ.สมุทรปราการ จนอาจเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในกรุง เทพมหานครว่า มีความเป็นไปได้น้อยมาก โดยการออกมาเตือนให้เฝ้าระวังปรากฏการณ์ เป็นการคาดการณ์ตามช่วงเวลาที่มักเกิดพายุ ประกอบกับเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงพัดผ่าน และมีฝนตกมากจึงทำให้มีการพูดถึงมากในสังคม
ทั้งนี้หากดูจาก สถิติพายุหมุนที่ขึ้นฝั่งไทยและมาเลเซีย ของกรมอุตุนิยมวิทยาตั้งแต่ปี 2494-2550 พบว่าในรอบ 60 ปีมีพายุหมุนที่ขึ้นฝั่งรวม 69 ลูก แบ่งเป็น เกิดพายุที่มีความเร็วลมในระดับพายุโซนร้อน ระดับความเร็ว 60-120 กม./ชม. รวม 12 ครั้ง และเกิดขึ้นหลังช่วงกลางเดือนต.ค.เป็นต้นไป และส่วนใหญ่มาจากทางทะเลจีนใต้ จึงมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดพายุ พัดแล้วเลี้ยวเข้าทางจังหวัดริมฝั่งอ่าวไทยเช่น จ.สมุทรปราการ กทม. ส่วนอีก 44 ลูกเป็นดีเปรสชั่นความเร็วลม 60 กม./ชม.
ที่ผ่านมาการเกิด คลื่นพายุหมุน ในประเทศไทยทั้ง พายุแฮร์เลียสที่แหลมตะลุมพุก ปี 2505 พายุเกย์ปี 2536 และล่าสุดคือ พายุลินดา เมื่อปี 2540 มีจุดบ่งชี้ตรงกันว่าไม่ได้เกิดขึ้นโดยฉับพลัน เหมือนกรณี สึนามิ แต่จะมีการสะสมระดับน้ำทะเลหนุนหลายวัน ซึ่งเชื่อว่าด้วยวิทยาการของกรมอุตุฯ และกรมอุทกศาสตร์ เองก็สามารถคาดการณ์ว่าพายุจะพัดขึ้นฝั่งบริเวณใดได้อย่างแม่นยำล่วงหน้า 48 ชั่วโมง ดังนั้นประชาชนจึงไม่ควรตื่นตระหนกเกินเหตุ ดร.อานนท์ กล่าว
นอกจากนี้ ดร.อานนท์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทยพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่มีโอกาสเกิดคลื่นพายุหมุน ได้จากลักษณะกายภาพที่เป็นอ่าวปิดน้ำลึกเข้ามาในแผ่นดินนระยะทางยาว โดยเฉพาะที่ อ. บางสะพาน และลักษณะที่ราบชายฝั่งที่แบนราบ ซึ่งเสี่ยงน้ำท่วม ประกอบกับน้ำจืดที่หนุนตั้งแต่เดือนพ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดในรอบปีเช่วงดือน ธ.ค. ประ มาณ 1 เมตร ซึ่งควรมีการเตรียมรับมือทั้ง การอพยพซึ่งเป็นแผนระยะสั้น และการวิเคราะห์ความเสี่ยงและความเปราะบาง ด้านเศรษฐกิจ เพื่อรับมือในระยะยาว
ทส.สั่งบรรเทาหลังน้ำลด
นายชาตรี ช่วยประสิทธิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาวะน้ำโขงล้นตลิ่ง ทำให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจำนวน มาก และอาจเกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยตามมานั้น ทางทส.ได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) ให้ความร่วมมือกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยราชการอื่นๆในการบรรเทาทุกข์และความเดือดร้อนของประชาชน โดยเป็นเครือข่ายย่อยที่เชื่อมโยงการประสานงานระหว่างจังหวัดกับหน่วยงานของกระทรวงฯในส่วนกลาง โดยเฉพาะที่ต้อง เร่งดำเนิน การ ได้แก่ ด้านทรัพยากรน้ำ ให้ประสานงานกับศูนย์ประสานงานกับศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาวิกฤติน้ำ(ศูนย์เมขลา) ของกรมทรัพยากรน้ำ ในการเผยแพร่รายงานสถานการณ์อุทกภัยประจำวัน และประกาศพื้นที่ประสบอุทกภัย ส่วนทรัพยากรน้ำบาดาล ให้ประสานงานกับศูนย์อำนวยการน้ำบาดาลบรรเทาภัยธรรมชาติ เพื่อให้ความช่วยเหลือในการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลสำหรับการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำ และเป่าล้างบ่อน้ำบาดาลที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
นายชาตรี กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้เตรียมแผนหลังน้ำลด เร่งติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำและแหล่งน้ำ และพื้นที่ท่วมขัง การจั ดการน้ำเสียจากการท่วมขัง รวมทั้ง ปรับปรุงซ่อมแซมระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้รับความเสียหาย การ จัดการขยะมูลฝอยตกค้าง การ ฟื้นฟูสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย อีกทั้งจะ เร่งฟื้นฟูสภาพป่าที่เป็นต้นเหตุของอุทกภัย และสร้างฝาย ปลูกหญ้าแฝกเพื่อชะลอความเร็วของน้ำฝน และการพังทลายของดิน และการ รเตือนภัยดินถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นต้น
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับพิเศษ
เรื่อง ข้อเท็จจริงของการเกิดสตอมเซอจ (Storm Surge) ในอ่าวไทยตอนบน
ตามที่ได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเกิดสตอมเซอจ (Storm Surge) โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลรอบอ่าวไทย โดยความรุนแรงเท่ากับพายุไซโคลน นาร์กีส ก่อให้เกิดความแตกตื่นของประชาชนโดยทั่วไป นั้น กรมอุตุนิยมวิทยา ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจ ดังนี้
1.จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติในรอบ 57 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาในอ่าวไทยตอนบนในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน แต่ความแรงลมของพายุมักน้อยกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
2.การเคลื่อนตัวของพายุในอ่าวเบงกอลที่เข้าประเทศพม่าเกิดจากลมที่มีความชื้นมาก ทําให้พายุมีกําลังแรงขึ้นก่อนขึ้นฝั่ง แต่พายุที่เคลื่อนตัวเข้าอ่าวไทย เกิดจากลมที่มีความชื้นน้อย ซึ่งจะทําให้พายุอ่อนกําลังลง และมีแรงลมน้อยกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
3.สตอมเซอจที่เป็นอันตราย ส่วนมากเกิดจากพายุที่มีแรงลมมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
4.ลักษณะภูมิประเทศของพม่าเป็นแบบเปิดรับลมแรงจากพายุพัดเข้าฝั่ง ส่วนอ่าวไทยตอนบนเป็นแบบแคบและปิด รวมทั้งลมแรงที่พัดเข้าหาพายุ เป็นลมที่พัดออกจากฝั่ง มิได้พัดเข้าบริเวณก้นอ่าวไทย
5.พื้นที่ชายฝั่งทะเลรอบอ่าวไทยตอนบนเคยเกิดสตอมเซอจ เมื่อครั้งพายุไต้ฝุ่นเกย์ ที่ขึ้นฝั่งจังหวัดชุมพร ในปี 2532 และพายุไต้ฝุ่นลินดา ที่ขึ้นฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปี 2540 แต่ไม่รุนแรง ซึ่ง กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันว่าถ้าจะมีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาอีก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงมาก จะใกล้เคียงกับที่เคยเกิดจากอิทธิพลของพายุเกย์และพายุลินดา
6.จากการติดตามการก่อตัวของพายุ กรมอุตุนิยมวิทยา ยังไม่พบปัจจัยในการก่อตัวของพายุที่จะเคลื่อนตัวเข้าอ่าวไทยในระยะนี้ หากพบการก่อตัวของพายุและมีแนวโน้มว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยา สามารถแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมป้องกันได้ไม่น้อยกว่า 5 วัน
จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
