อัยการคดีพิเศษยื่นฟ้องอดีตประธาน ปรส.กับพวก ทั้ง บุคคลและนิติบุคคลเอื้อประโยชน์กองทุนรวม ประมูลขาย สินทรัพย์ 56 ไฟแนนซ์โดยมิชอบนายอมเรศ ศิลาอ่อน
อดีตประธาน ปรส.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 ก.ย. ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอมเรศ ศิลาอ่อน อดีตประธานคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำเลยที่ 1 นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เลขาธิการ ปรส. จำเลยที่ 2 บริษัทเลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้ง อิ้งค์ โดยนายชาร์ล รูบิน ผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 3 บริษัทเลแมน บราเดอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายชาร์ล รูบิน ผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 4 กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้
โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนวรรณ จำกัด โดยนายสมจิตน์ ศรไพศาล และนายสุริพล เข็มจินดา ผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 5 และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนวรรณ จำกัด นายสมจิตน์ ศรไพศาล และนายสุริพล เข็มจินดา ผู้มีอำนาจแทน จำเลยที่ 6 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและเป็นผู้สนับสนุนพนักงานในการกระทำความผิด
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 2 มิ.ย.-1 ต.ค. 41 ต่อเนื่องกัน นายอมเรศ ศิลาอ่อน และนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ กับพวก กระทำความผิดโดยวางแผนแบ่งหน้าที่ คือนายอมเรศ ในฐานะประธาน ปรส.มีอำนาจวางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการของ ปรส. รวมทั้งกำหนดวิธีการชำระบัญชีและขายทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ที่กำหนดให้มีการจัดตั้ง ปรส. ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินฟื้นฟูฐานะของสถาบันการเงิน ส่วนนายวิชรัตน์ มีหน้าที่ดำเนินกิจการของ ปรส.ให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับที่องค์การกำหนด ส่วนจำเลยที่ 5 และ 6 เป็นนิติบุคคลที่เข้ามาร่วมหลักเกณฑ์ขั้นตอนวิธีการประมูลทรัพย์สินของ ปรส. ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลที่เข้ารับการปรึกษาด้านวาณิชธนกิจ กับ ปรส.โดยมีจำเลยที่ 3 ถือหุ้นในจำเลยที่ 4 ด้วย
ตามฟ้องระบุต่อว่า คณะกรรมการ ปรส.มีมติให้ มีการจำหน่ายสินทรัพย์หลักครั้งที่ 2 ในวันที่ 18 มิ.ย. 41 โดย ปรส.และจำเลยที่ 4 ได้ออกข้อกำหนดในการจำหน่ายสินทรัพย์โดยมีการกำหนดนโยบาย และขั้นตอนการจำหน่าย พร้อมกำหนดวันประมูลในวันที่ 13 ส.ค. 41 ซึ่งจำเลยที่ 3 ชนะการประมูล ด้วยการเสนอราคาที่ 11,520 ล้านบาท พร้อมวางหลักประกันเป็นเงิน 10 ล้านบาท และต้องทำสัญญาซื้อขายกับ ปรส.ภายใน 7 วัน หมายถึงต้องชำระเงินงวดแรกร้อยละ 20 ของราคาเสนอซื้อที่ชนะการประมูล เป็นเงิน 2,304 ล้านบาท ในวันที่ 20 ส.ค. 41 และทำให้จำเลยที่ 3 มีภาระต้องชำระภาษีด้วย แต่เมื่อถึงวันที่ 20 ส.ค. 41 จำเลยที่ 3 ไม่ชำระเงินงวดแรก เพียงแต่วางเงินประกันการชำระ แทนที่จะชำระเงินร้อยละ 20 อันเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย การประมูลดังกล่าวจึงไม่เกิดสัญญาขึ้น
ต่อมา รมว.คลังแจ้งว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ ปรส.ไม่โปร่งใส เมื่อจำเลยที่ 3 ผู้ชนะการประมูล และเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวของจำเลยที่ 4 ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย อีกทั้ง ปรส. โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขาย ทำสัญญาซื้อขายของ ปรส.กับจำเลยที่ 5 แสดงว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ซื้อสินทรัพย์ดังกล่าว ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 และ 2 กับพวกเป็นการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กล่าวคือ เมื่อจำเลยที่ 3 ผู้ชนะการประมูล ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกับ ปรส. จำเลยที่ 1 และ 2 ควรยกเลิกการประมูลหรือจัดให้ มีการประมูลใหม่และริบเงินประกันจำนวน 10 ล้านบาท แต่กลับไม่ดำเนินการ เมื่อ รมว.คลังแจ้งข้อมูลว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ ปรส.ไม่โปร่งใสในการจำหน่ายสินทรัพย์ จำเลยที่ 1 และ 2 ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยให้ ปรส.เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 5 ในวันที่ 1 ต.ค. 41 ทั้งที่จำเลยที่ 5 ไม่มีสิทธิเข้าทำสัญญาในฐานะผู้ซื้อเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ร่วมประมูล
การกระทำของจำเลยที่ 1-4 จึงเป็นการดำเนินการให้จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นกองทุนได้รับการยกเว้นภาษี โดยจำเลยที่ 3-6 กับพวกที่ยังหลบหนีเป็นผู้ร่วมกันช่วยเหลือสนับสนุนในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 และ 2 การกระทำของจำเลยทั้งหมดเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และ ปรส. เหตุเกิดที่แขวงลุมพินี แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน และแขวงสีลม เขตบางรัก กทม. เกี่ยวพันกัน ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 6 ให้การปฏิเสธ ศาลรับคำฟ้องไว้ และสอบคำให้การจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลนัดพร้อมคู่ความเพื่อตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 20 ต.ค.นี้