ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำคุก 1 ปี ปรับ 7,000 บ.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตคอลัมนิสต์แนวหน้า-บก.แนวหน้า หมิ่นศาลรธน.วิจารณ์ อดีตตุลาการศาลรธน.เสียงข้างมากตัดสิน"ทักษิณ" ไม่ผิดซุกหุ้น แต่แก้โทษ เพิ่มเวลารอลงอาญาจาก 1 ปี เป็น 2 ปี ขณะที่เจ้าตัว เตรียมขอฎีกานายประสงค์ สุ่นศิริ
ที่ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 9 ก.ย.51 เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 , นายกระมล ทองธรรมชาติ ,นายผัน จันทรปาน , นายศักดิ์ เตชาชาญ , นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ , นายอนันต์ เกตุวงศ์ , นายสุจินดา ยงสุนทร และนายจุมพล ณ สงขลา ซึ่งเป็นอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายเสียงข้างมากตัดสินคดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ อดีตคอลัมน์นิสต์ หนังสือพิมพ์แนวหน้า , นายจีระพงศ์ เต็มเปี่ยม บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.แนวหน้า ,บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด , นางผานิต พูนศิริวงศ์ และนายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐาน ร่วมกันฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร , ร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี
ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 16 ส.ค.45 ระบุความผิดพวกจำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค.44 เวลากลางวันกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้า ร่วมกันดูหมิ่นและหมิ่นประมาทใส่ความผู้เสียหายซึ่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียงที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบว่าไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ ม.295 โดยการลงโฆษณาพิมพ์บทความใน นสพ.แนวหน้า ฉบับลงวันที่ 28 ส.ค.44 หน้า 3 คอลัมน์ ของจำเลยที่ 1 มีการลงบทความวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อความดังกล่าวทำให้โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง
โดยคดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.47 พิพากษาให้จำคุก น.ต.ประสงค์ อดีตคอลัมนิสต์ นสพ.แนวหน้า และนายจีระพงศ์ บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.แนวหน้า จำเลยที่ 1 และ 2 ฐาน ร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี เป็นเวลา 1 ปี ปรับ 7,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการอาญาเป็นเวลา 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 ให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ตามที่จำเลยที่ 1-2 ยื่นอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 198 เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ผู้พิพากษาตามเจตนารมณ์นั้น ศาลเห็นว่า แม้ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีความแตกต่างในการสรรหา แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ชี้ขาดในคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และมีผลผูกพันศาลยุติธรรมจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมิใช่ผู้พิพากษา ดังนั้นจึงถือว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิพากษาตามเจตนารมณ์ มาตรา 198 อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำการหมิ่นประมาท เห็นว่า จำเลยร่วมกันเสนอบทความซึ่งมีถ้อยคำที่ถือว่าเป็นการกล่าวหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากให้ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเผยแพร่ทางเอกสารจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว
ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าติชมด้วยความเป็นธรรมนั้น เห็นว่า บทความดังกล่าว ระบุถ้อยคำกล่าวหาตุลาการเสียงข้างมาก ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการตัดสินช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คดีมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี การกล่าวหาของจำเลยจึงเป็นการกล่าวหาเกินกว่าติชมด้วยความเป็นธรรม หรือโดยสุจริต ที่ไม่อาจถือได้ว่าเข้าข้อยกเว้นที่จะไม่เป็นความผิด
จึงพิพากษาว่า การกระทำของ จำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ฐานดูหมิ่นผู้พิพากษา และหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษฐานร่วมกันดูหมิ่นผู้พิพากษาซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี และปรับ 7,000 บาทนั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นให้รอลงอาญาจำเลยทั้งสองไว้คนละ1 ปี ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยยังประกอบอาชีพสื่อมวลชนอยู่ จึงควรปรามไม่ให้กระทำซ้ำอีก จึงให้เพิ่มระยะเวลารอการลงโทษจากเดิม 1 ปี เป็น 2 ปี
ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า จะขออนุญาตศาลชั้นต้น เพื่อจะยื่นฎีกาต่อไป ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาสั่งเพิ่มระยะเวลารอเวลาการลงอาญาจากเดิม 1 ปี เป็น 2 ปีนั้นตน ก็ไม่ติดใจ เพราะส่วนตัวเลิกเขียนคอลัมน์ ประสงค์พูด ใน นสพ.แนวหน้า นานแล้ว อีกทั้งขณะนี้ก็พ้นเวลาการลงอาญา 1 ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้ว ซึ่งที่ศาลอุทธรณ์สั่งให้เพิ่มเวลาการรอการลงโทษนั้นก็จะเริ่มนับเวลาใหม่อีก 1 ปีตั้งแต่วันศาลที่มีคำพิพากษา ก็คือวันนี้ไปจนครบกำหนด
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
