อุตุฯ ออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 22 ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยในที่ราบลุ่ม และบริเวณที่ลาดเชิงเขา ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ในระยะ 1-2 วันนี้เมื่อช่วงค่ำ (15 ก.ย.) ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ฉบับที่ 22 ระบุว่า ร่องความกดอากาศต่ำกำลังค่อนข้างแรง พาดผ่านภาคเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เช่น บริเวณ แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ เลย ชัยภูมิ ขอนแก่น หนองบัวลำภู สกลนคร มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ นครราชสีมา นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี และลพบุรี
จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยในที่ราบลุ่ม และบริเวณที่ลาดเชิงเขา ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ในระยะ 1-2 วันนี้ อย่างไรก็ตาม คลื่นลมในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือระมัดระวังการเดินเรือในช่วงวันที่ 15-16 กันยายนนี้ ไว้ด้วย
นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเตือนว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่ภูเขาสูง หุบเขา หมู่บ้านที่อยู่ติดเส้นทางน้ำ และแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก บริเวณ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขต อ.เขาคิชฌกูฏ อ.สอยดาว อ.มะขาม อ.ขลุง อ.เมือง จ.จันทบุรี และ อ.บ่อไร่ จ.ตราด ตรวจเฝ้าระวังภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากในระยะ 1-2 วันนี้ เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ ปริมาณน้ำสะสมตัวบนภูเขาเพิ่มสูงขึ้น ดินบนภูเขาชุ่มน้ำและเริ่มมีน้ำหลากในบางพื้นที่แล้ว
ขณะเดียวกัน ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง ซึ่งอาจเกิดดินไหลมาปิดทับเส้นทาง หรือหินร่วงจากหน้าผาข้างถนน พร้อมทั้งให้อาสาสมัครเครือข่ายแจ้งเหตุธรณีพิบัติภัยของกรมทรัพยากรธรณีเฝ้าระวังภัยอย่างใกล้ชิด วัดปริมาณน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ได้มีการอบรมไว้แล้ว
เผย 3 เขื่อนส่อวิกฤติแล้ว
นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รักษาการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขณะนี้มีพื้นที่ 22 จังหวัดประสบอุทกภัยอย่างหนัก ล่าสุดกรมทรัพยากรน้ำได้วิเคราะห์สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ พบมี 3 แห่งอยู่ในภาวะที่เกินความสามารถในการรองรับปริมาณน้ำเข้าเขื่อน เนื่องจากมีปริมาณน้ำในเขื่อนมากกว่า 80% ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี มีปริมาณน้ำถึง 85% เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และ จ.ปราจีนบุรี 80% และ เขื่อนประแสร์ จ.ระยอง 83% ซึ่งถือเป็นปริมาณน้ำที่อยู่ในเกณฑ์วิกฤติ และจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในการบริหารจัดการน้ำ จึงขอเตือนประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ใต้เขื่อนใหญ่ทั้ง 3 แห่ง ให้ติดตามสถานการณ์การระบายน้ำจากเขื่อนดังกล่าวด้วย เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า น่าเป็นห่วงว่าปริมาณน้ำในเขื่อนทั้ง 3 แห่ง ซึ่งมีระดับกักเก็บเกิน 80% ของความจุอ่างแล้ว ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ช่วงฤดูฝนอย่างเต็มที่ และยังไม่แน่ว่าจะมีพายุผ่านเข้ามาอีกหรือไม่ จึงไม่น่าไว้วางใจต่อปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นในระยะนี้ แม้ว่าจะยังมีพื้นที่ความจุอ่างเพื่อรับน้ำได้อีก
นายสุพจน์ กล่าวต่อว่า สำหรับเขื่อนศรีนครินทร์เก็บกักน้ำสูงสุด 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร ตอนนี้เก็บน้ำ 15,608 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้เหลือความจุอ่าง 2,700 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่จากปริมาณฝนที่ตกและมีน้ำไหลเข้าอ่าง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่อ่างประแสร์ จ.ระยอง ความจุอ่าง 248 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ตอนนี้มีน้ำถึง 207 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีน้ำไหลลงอ่างสัปดาห์ละ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนขุนด่าน น้ำในอ่างปัจจุบัน 178 ล้านลูกบาศก์เมตร เก็บได้สูงสุด 224 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีน้ำไหลลงอ่างสัปดาห์ละ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ตอนนี้ยังรองรับน้ำลงอ่างได้ปริมาณมาก
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
