สภาวิชาการคุมกำเนิด ชี้หญิงท้องไม่พึงประสงค์กว่า 46 ล้านคนต่อปี 8 หมื่นตายเพราะทำแท้ง เอเชียแค่ 7% ใส่ใจคุมกำเนิด โจ๋ไทยทำแท้งกว่า 3 แสนคน/ปี หนุนสอนเรื่องเพศตั้งแต่อนุบาลวานนี้ (26ก.ย.) ที่โรงแรมแลนด์มาร์ก สภาวิชาการคุมกำเนิดแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันคุมกำเนิดโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 26 กันยายนของทุกปี
ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชกุล คณะบดีคณะวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาฯ ในฐานะผู้แทนสภาวิชาการคุมกำเนิดแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคประจำประเทศไทย (APCOC) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นไทยทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันอันควรและการคุมกำเนิดที่ไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์นำไปสู่การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย หรือมีบุตรโดยขาดความพร้อม
ศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า จากรายงานของ AOCOC ระบุว่าร้อยละ 85 ของผู้หญิงทั่วโลกที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิด จะตั้งครรภ์ภายใน 1 ปี โดยทุกปีผู้หญิงทั่วโลกมากกว่า 80 ล้านคน ประสบปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ในจำนวนนี้มีมากกว่า 46 ล้านคนที่ทำแท้ง และ 80,000 คนเสียชีวิตจากสภาวะแทรกซ้อน แต่ถ้าไม่เสียชีวิตก็จะมีปัญหาสุขภาพและมีบุตรยากในภายหลัง
ศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้จากสถิติการคุมกำเนิดของผู้หญิงในแต่ละทวีป พบว่าทวีปแอริกา ผู้หญิงกว่า 137 ล้านคนไม่คุมกำเนิด กว่า 12 ล้านคนตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ร้อยละ 12 ของผู้หญิงในจำนวนนี้หาทางออกด้วยการทำแท้ง
ส่วนทวีปยุโรป ผู้หญิงร้อยละ 47 ไม่คุมกำเนิด ร้อยละ 13 ของผู้หญิงวัยรุ่นอายุเฉลี่ย 15 ปีไม่คุมกำเนิดเช่นกัน ส่วนผู้หญิงในทวีปลาตินอเมริกาพบว่า ร้อยละ 50 ของวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 17ปีมีเพศสัมพันธ์แล้ว ร้อยละ 38 ของผู้หญิงลาตินอเมริกาตั้งครรภ์ก่อนอายุ 20ปี ส่วนทวีปเอเชียผู้หญิงวัยเจริญพันธ์ส่วนใหญ่ ยังไม่นิยมคุมกำเนิด มีเพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่คุมกำเนิด
พญ.นันทา อ่วมกุล ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในประเทศไทยจากการสำรวจพบว่าร้อยละ 36 ของวัยรุ่นไทยมีเพศสัมพันธ์แล้ว และการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกมีแนวโน้มอายุลดลงเรื่อยๆ อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 14-15 ปีจากเดิมอยู่ที่ 16-17 ปี ร้อยละ 60 ไม่คุมกำเนิดและทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย โดยคาดว่ามีผู้ทำแท้งไม่ต่ำกว่า 300,000 คน และยังพบว่าในแต่ละปี ร้อยละ 14.7 ของมารดาที่คลอดบุตรมีอายุต่ำมีกว่า 20 ปี
พญ.นันทา กล่าวว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากวัยรุ่นไทยมีค่านิยมเรื่องเพศสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ภูมิใจหากได้เปลี่ยนคู่นอนบ่อย นอกจากนี้ วัยรุ่นไทยยังนิยมใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ โดยเฉพาะนิยมมีเพศสัมพันธ์ก่อนมีประจำเดือน 7วันและหลังมีประจำเดือน 7วัน ซึ่งเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ เพราะตามปกติ ในแต่ละเดือน ประจำเดือของผู้หญิงจะมาไม่แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์
ส่วนวัยรุ่นชายส่วนใหญ่ยังนิยมใช้วิธีคุมกำเนิดแบบหลั่งภายนอก โดยเชื่อว่าปลอดภัย ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะก่อนที่จะมีการหลั่งภายนอก ผู้ชายจะเกิดการหลั่งภายในก่อนแล้วโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การใช้วิธีป้องกันการคุมกำเนิดทั้ง 2 วิธี นั้นไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างที่เข้าใจ
นอกจากนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของครูต่อการสอนวิชาเพศศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จำนวน 50 คนของสวนดุสิตโพล พบว่าปัญหาที่พบประจำของครูจากการสอนเรื่องเพศศึกษา คือมีความรู้สึกเขินอาย หรือยังไม่ชินกับการสอนที่จะต้องอธิบายหรือต้องพูดเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ ส่วนนักเรียนก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น รู้สึกอายและไม่กล้าถามในเรื่องที่สงสัย
การแก้ปัญหาคือสถาบันการศึกษาควรจัดให้มีการเรียนการสอนหลักสูตรเพศศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล อาจารย์สอนต้องเตรียมพร้อมทางด้านความรู้และฝึกทักษะในการสื่อสารกับนักเรียนก่อนทำการสอน สร้างบรรยากาศให้การพูดเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมดา และต้องเปิดใจกว้างให้เด็กรู้สึกไว้วางใจ เมื่อเกิดปัญหาพร้อมที่จะเข้ามาขอคำปรึกษา