เนื่องในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กองบรรณาธิการ คม ชัด ลึก ขอนำเสนอแนวความคิดการออกแบบพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ทำออกมาในรูปแบบย่อ เข้าใจง่าย เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนที่เข้าชมพระเมรุ
นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร สถาปนิกผู้ออกแบบ มีแนวความคิดในการออกแบบพระเมรุเป็นกุฎาคารจัตุรมุขย่อมุมไม้สิบสองทรงปราสาท ได้คำนึงถึงคติความเชื่อตามประเพณีโบราณที่ให้ความสำคัญและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ เปรียบเสมือนสมมุติเทวราช ตามระบอบเทวนิยม เมื่อสวรรคตหรือสิ้นพระชนม์นั้นหมายความว่าได้เสด็จกลับสู่สวรรคาลัย ณ เทวาลัยสถาน คือเขาพระสุเมรุ การออกแบบพระเมรุจึงได้สื่อถึงคติทางพระพุทธศาสนาเรื่องไตรภูมิ อันหมายถึงภาพของจักรวาลที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสาม และรายล้อมด้วยเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล เหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า หรือสรรพสัตว์ต่าง ๆ ในป่าหิมพานต์
การสร้างพระเมรุและอาคารประกอบแวดล้อมอื่นๆ จึงได้จำลองให้คล้ายกับดินแดนเขาพระสุเมรุ โดยอาคารพระเมรุเป็นอาคารเรือนยอดปราสาทซ้อนชั้น สื่อถึงชั้นภพภูมิต่างๆ ของสรวงสวรรค์ตั้งเป็นประธาน ณ ใจกลางมณฑลพิธี เหมือนเขาพระสุเมรุที่เป็นศูนย์กลางจักรวาล และมีอาคารประกอบต่างๆ ทั้งพระที่นั่งทรงธรรม หอเปลื้อง ซ่าง ทิม ทับเกษตร ตั้งอยู่โดยรอบ ส่วนบริเวณมณฑลพิธี รายรอบด้วยชั้นราชวัติ ฉัตร ธง และเครื่องประกอบพิธีอื่นๆ
1. พระเมรุ
เป็นกุฎาคาร (เรือนหลังคายอดสูง) ประธานมณฑล สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นพระเมรุทรงปราสาทจัตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) จากฐานถึงยอดฉัตรสูง 38.65 เมตร กว้าง 31.80 เมตร ยาว 39.80 เมตร สร้างด้วยไม้ โครงสร้างภายในเป็นเหล็ก ฐานพระเมรุ จัดทำเป็น 2 ระดับ มีบันไดทอดถึงตลอดทั้ง 4 ทิศ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมไฟ ด้านในมีรูปเทวดายืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้ง 4 ทิศ ที่เชิงบันไดทางขึ้นทิศเหนือ ใต้ และตะวันตก มีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประดับอยู่ด้านละ 1 คู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ
โถงกลางใหญ่ตั้งพระจิตกาธานขนาดใหญ่สำหรับประดิษฐานพระโกศ ด้านทิศเหนือมีรางยื่นออกไปนอกมุขเป็นสะพานเกรินเพื่อใช้เป็นที่เคลื่อนพระโกศจากพระยานมาศสามลำคานขึ้นบนพระเมรุ
องค์พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอก ประดับตกแต่งด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ใช้สีทองและสีแดงเป็นสีหลัก และมีสีอื่นที่เป็นสีอ่อนหวานประกอบ ภายในบางส่วนตกแต่งด้วยลวดลายจิตรกรรมไทย
2. ซ่างหรือสำส้าง
เป็นอาคาฃรรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างขึ้นที่มุมทั้งสี่บนชาลาพระเมรุ ใช้เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ตลอดงานพระเมรุ ตั้งแต่พระโกศพระศพประดิษฐานบนพระจิตกาธาน จนกว่าจะพระราชทานเพลิงเสร็จ คือจะมีพระพิธีธรรม 4 สำรับ นั่งอยู่ประจำซ่าง โดยจะผลัดกันสวดทีละซ่างเวียนกันไป
3. พระที่นั่งทรงธรรม
เป็นอาคารโถง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระเมรุ ใช้เป็นสถานที่สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับทรงธรรมและทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในการออกพระเมรุพระศพ รวมทั้งมีที่สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนคณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
ภายในพระที่นั่งทรงธรรมมีที่ตั้งอาสนะสงฆ์และธรรมาสน์ เป็นที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงพักพระอิริยาบถ ซึ่งตรงกับมุขด้านหน้าของพระเมรุ มุขเหนือและใต้เป็นที่สำหรับข้าราชการเข้าเฝ้าฯ
4. ศาลาลูกขุน
เป็นอาคารโถงทรงโรง สร้างตรงปลายปีกพระที่นั่งทรงธรรม ทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้ ใช้เป็นที่เฝ้าของข้าราชการ
5. ทับเกษตร
เป็นอาคารที่ปลูกริมแนวรั้วราชวัติ โดยสร้างเป็นอาคารโถง หลังคาทรงปะรำ (หลังคาแบน) ใช้เป็นสถานที่สำหรับข้าราชการที่มาในพระราชพิธีพักและฟังสวดพระอภิธรรม
6. หอเปลื้อง
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ตรงมุขหลังของพระเมรุเป็นอาคารขนาดเล็ก ภายในเขตราชวัติ หันหน้าเข้าหาพระเมรุ ลักษณะเป็นอาคารทรงไทย มีฝากั้นโดยรอบ หอเปลื้องเป็นสถานที่สำหรับเก็บพระโกศทอง (ชั้นนอก) หลังจากได้เชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนจิตกาธานแล้ว และใช้เป็นที่เก็บสัมภาระต่างๆ ในการพระราชพิธี เช่น ฟืน ดอกไม้จันทน์
ขันน้ำ ซึ่งจะต้องตั้งน้ำสำหรับเลี้ยงเพลิงเวลาเมื่อพระราชทานเพลิง
7. ทิม
เป็นอาคารจำนวน 8 หลัง สร้างติดรั้วราชวัติ ด้านเหนือใต้ด้านละ 2 หลัง ด้านทิศตะวันตก 4 หลัง ด้านหน้าเปิดโล่ง หลังคาเป็นลักษณะหลังคาปะรำ ใช้สำหรับเจ้าพนักงาน พระสงฆ์ แพทย์หลวงพัก และใช้เป็นที่ตั้งเครื่องประโคมพระศพด้วย
8. พลับพลายก
พลับพลายกที่สร้างมี 3 หลัง ตั้งที่ท้องสนามหลวง นอกรั้วราชวัติ ด้านทิศเหนือ 1 หลัง ที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ 1 หลัง และที่หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามอีก 1 หลัง
พลับพลายกสนามหลวง สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ รับพระศพลงจากราชรถ
พลับพลายกหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ ส่งพระศพขึ้นราชรถ
พลับพลายกหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ สำหรับเจ้านายฝ่ายในประทับ ทอดพระเนตรขบวน และถวายบังคมพระศพ
9. ราชวัติ
เป็นแนวรั้วกั้นเป็นเขตปริมณฑลของพระเมรุทั้ง 4 ด้าน
ศิลปกรรมประกอบพระเมรุ
รูปเทวดารอบพระเมรุ
เทวดา ถอดกายทิพย์ กายละเอียดมีอวัยวะและความเป็นอยู่เป็นทิพย์ ทางพระพุทธศาสนาระบุว่ามีหกชั้นภูมิ แต่ละภูมิมีราชาหรือจอมเทพทุกชั้น
รูปเทวดานั่ง ถือโคมประทีปแก้ว มีลักษณะคล้ายบังแทรกอยู่เหนือแท่นแนวพนักของชั้นไพทีรอบพระเมรุ จำนวน 22 องค์ สลับกับรูปเทวดายืนถือฉัตรผ้าลายฉลุทอง ทำนองฉัตรทองแผ่ลวด มีจำนวน 20 องค์ รวมเทวดานั่งและเทวดายืนมี 42 องค์ รูปเทวดาเหล่านั้นสร้างจากหุ่นประดับลายอย่างโบราณ แล้วหล่อด้วยไฟเบอร์กลาส ทาสีประดับเลื่อม ใบหน้าและภูษาผ้าทรงเขียนสีตามแบบไทย
สัตว์หิมพานต์
สัตว์หิมพานต์ หมายถึงสิงสาราสัตว์ตามจินตนาการนานาพันธุ์ที่อาศัยอยู่ ณ ป่าหิมพานต์ เชิงเขาพระสุเมรุ มีฤทธิ์และมีรูปลักษณะต่างๆ กันตามเผ่าพงศ์ มีจำนวนหลากหลายทั้งจตุบาท ทวิบาทและสัตว์ปีก ในครั้งนี้ผู้ออกแบบเลือกสัตว์ทวิบาทผสมสัตว์ปีกและนางสวรรค์ จำนวนหกรูปหรือสามคู่ ได้แก่ กินนรี ด้านทิศเหนือที่เชิญพระศพขึ้นพระเมรุ อัปสรสีหะ รูปครึ่งคนครึ่งสิงห์ ด้านทิศตะวันตก เป็นทางเสด็จฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ นกทัณฑิมา ด้านทิศใต้ เป็นนกยืนถือกระบองหรือไม้เท้าคอยปกป้องไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามา
พระโกศจันทน์
คือพระโกศที่สร้างด้วยไม้จันทน์หอมแปรรูปไม้ให้เป็นแผ่นบาง โกรกฉลุเป็นลวดลายตามแบบที่กำหนด มีขนาดและสีไม้แตกต่างกัน แล้วนำลายไม้นั้นซ้อนติดกันเป็นชั้นๆ จากนั้นจึงนำไปประกอบมัดด้วยลวดขนาดเล็ก ยึดติดกับโครงสร้างโลหะที่ดัดแต่งเป็นรูปทรงพระโกศไว้แล้ว จนลวดลายครบเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด พระโกศจันทน์ที่สร้างครั้งนี้ มีขนาดความสูงจากฐานถึงปลายยอด 162.5 เซนติเมตร ความกว้างส่วนฐาน 82 เซนติเมตร จำนวนลวดลายไม้ที่โกรกฉลุ มีทั้งหมด 6,033 ชิ้น
ฉากบังเพลิง
ฉากกั้นใช้เปิดหรือปิดเมื่อเวลาพระราชทานเพลิง ติดตั้งบริเวณบันไดขึ้นลงพระเมรุ ด้านหน้าเขียนรูปเทวดาสื่อถึงอาณาบริเวณสรวงสวรรค์ และด้านหลังเป็นลายดอกแก้วกัลยาซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์
ราชรถ ราชยาน พระยานมาศ
พระมหาพิชัยราชรถ
สร้างในรัชกาลที่ 1 ประมาณ พ.ศ.2338 ใช้สำหรับขบวนแห่พระศพพระเจ้าพี่นางเธอ ต่อมาใช้สำหรับทรงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระศพพระบรมวงศ์ที่มีการออกพระเมรุ เป็นราชรถขนาดใหญ่ตามแบบราชประเพณีที่เคยมีมาครั้งกรุงศรีอยุธยา มีขนาดสูง 1,120 เซนติเมตร ยาว 1,530 เซนติเมตร มีการซ่อมแซมเพิ่มล้อที่ใต้ตัวราชรถเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อให้รับน้ำหนักตัวราชรถ บุษบกยอด และพระโกศที่ตั้งอยู่บนตัวราชรถได้ทั้งหมด
ราชรถน้อย
มีลักษณะคล้ายราชรถองค์ใหญ่ คือมีส่วนตัวรถที่แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจก คานที่ยื่นออกมาเป็นรูปนาคราช บนราชรถมีบุษบกตั้งอยู่เช่นกันแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ในอดีตการจัดขบวนใช้ราชรถน้อย 3 องค์
ราชรถน้อยองค์หนึ่งใช้เป็นราชรถที่สมเด็จพระสังฆราชประทับทรงสวดนำขบวน องค์ที่สอง เป็นราชรถโยงผ้าจากพระโกศ และอีกองค์ใช้เป็นรถสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ประทับเพื่อทรงโปรยทาน ในรัชกาลปัจจุบัน การจัดขบวนใช้ราชรถน้อย 1 องค์ สำหรับเป็นรถพระสวดนำเท่านั้น
พระยานมาศสามลำคาน
เป็นราชยานชั้นสูง มีลวดลายประดับฐานซึ่งเป็นรูปครุฑและเทพนม มีฐานย่อมุมไม้สิบสองรวม 3 ชั้น หน้ากระดานฐานล่างเรียบเกลี้ยงไม่มีลวดลาย ตอนบนเป็นกระจังตาอ้อย 2 ชั้น ฐานสิงห์แกะสลักลวดลายเฉพาะที่กาบ ปาก และจมูกสิงห์ หลังสิงห์แกะสลักลวดลาย ตอนบนประดับกระจังตาอ้อยโดยรอบ ท้องไม้ถัดขึ้นไปแกะสลักเป็นบัวกลีบขนุนโดยรอบ ใช้สำหรับการเชิญพระโกศจากพระมหาปราสาทไปยังพระมหาพิชัยราชรถ และเชิญพระโกศเวียนพระเมรุ
เกรินบันไดนาค
เรียกกันทั่วไปว่า เกรินกว้าน หรือกว้านเกริน เป็นเครื่องเลื่อนเชิญพระโกศพระศพขึ้นสู่ที่สูงหรือลงต่ำ มีลักษณะเป็นเกรินชักรอกทำด้วยไม้ประกอบกว้าน เป็นรูปบันไดนาค และกว้านแกะสลักลายไทยปิดทองประดับกระจก
พระที่นั่งราเชนทรยาน
เป็นพระที่นั่งราชยานทรงบุษบก สร้างด้วยไม้แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจกทั้งองค์ ขนาดกว้าง 1.03 เมตร ยาว 5.48 เมตร (รวมคานหาม) สูง 4.23 เมตร ด้านล่างสุดเป็นชั้นคานหาม ทำด้วยไม้เป็นแคร่ทึบรองรับพระราชยาน มีคานหามประจำ 4 คาน ทาสีแดง ลำคานกลึงกลมมีปลายกลึงเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ปิดทองประดับกระจกสี องค์บุษบกประกอบด้วยฐาน 2 ชั้น มีเครื่องประดับอันเป็นองค์ประกอบสำคัญแสดงถึงพระราชอำนาจคือรูปครุฑยุดนาค 14 ตัวประดับโดยรอบ
พระวอสีวิกากาญจน์
เป็นพระวอที่มีลักษณะงามที่สุดในบรรดาพระวอทั้งหลาย เนื่องจากมีเครื่องประดับหลังคาจำลองมาจากอาคารขนาดใหญ่ของไทย ประกอบด้วย ช่อฟ้า บราลี ใบระกา และหางหงส์ เป็นต้น และเป็นเครื่องบอกว่าเป็นราชยานชั้นสูง สร้างด้วยไม้สลักปิดทองประดับกระจก ด้านล่างมีโลหะ 4 ห่วง สำหรับสอดคานหามมี 2 คาน ตัวหลังคาทำเป็นชั้นลด คาดด้วยผ้าตาดปักทอง หน้าบันปักลายทองเป็นรูปพระเกี้ยวประดิษฐานเหนือพานแว่นฟ้า มีฉัตรเบญจา 2 ข้าง ใต้หน้าบันทั้ง 2 ด้าน มีผ้าตาดปักทองติดแววเป็นระบายทั้ง 2 ด้าน และมีม่านผ้าตาดทองซับในสีแดงผูกเป็นม่านที่เสาทั้ง 4 ต้น
พระเสลี่ยงกลีบบัว
ทำด้วยไม้ปิดทองประดับกระจกทั้งองค์ มีคานหาม 2 คาน ขนาดกว้าง 0.82 เมตร ยาวรวมคาน 4.20 เมตร สูง 1.10 เมตร ลำคานเป็นไม้กลมกลึงทาสีแดง ปลายกลึงเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ปิดทองประดับกระจก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.finearts.go.th
อลังการ มหรสพสมโภช โต้รุ่ง
การแสดงโขนครั้งนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนาฏศิลป์ ทุกคนทุ่มใจเกินร้อย กระหายออกแสดงเต็มที่ เพื่อให้การแสดงออกมาสมบูรณ์ที่สุด
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
