เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ชั้น 35 อาคารเอสเอ็ม ทาวเวอร์ แผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) แถลงข่าว บทบาทพ่อที่หายไป เกิดอะไรขึ้นกับเด็กไทย โดยดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า จากการวิจัยเชิงสำรวจความสุข เรื่อง บทบาทของพ่อในครอบครัว ด้วยการสอบถามกลุ่มตัวอย่างพ่อที่มีอายุ 25-60 ปี ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 1,563 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 28-30 พฤศจิกายน 2551 พบว่า 79% พักอาศัยอยู่กับลูก ขณะที่ 21% ไม่ได้พักอาศัยอยู่กับลูก เนื่องจากต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ/ อยู่คนละบ้าน/แยกทางกับภรรยา/ลูกไปเรียนที่อื่นดร.นพดล กล่าวอีกว่า ส่วนการทำงานของพ่อโดยเฉลี่ยต่อวัน ไม่เกิน 8 ชั่วโมง 30.3 % ทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงถึง 69.7 % ขณะที่การมีโอกาสพบหน้าหรือพูดคุยกับลูกที่บ้านหลังเลิกงาน 69.9 % พูดทุกวันหรือเกือบทุกวัน ,11.7 % บางวันต่อสัปดาห์ และ 18.4 % บางสัปดาห์ก้ไม้ได้เจอกันหรือไม่ได้เจอกันเลย โดยใช้เวลาเฉลี่ยในการพูดคุยหรืออยู่กับลูกและครอบครัว ในช่วงวันทำงานใช้เวลาเพียง 50 นาที แต่หากเป็นช่วงวันหยุดจะใช้เวลา 3 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม พ่อ 63.1% อยากมีเวลากับครอบครัวให้มากขึ้น โดยต้องการลดเวลาการทำงานจริงใน 1 วัน จากเฉลี่ย 13 ชั่วโมง 15 นาที เหลือ 8 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อเพิ่มเวลาที่อยู่กับครอบครัวในการทำกิจกรรมทั้ง ทานข้าว ดูทีวี พบปะพูดคุย หรือออกกำลังกายด้วยกัน จาก 1 ชั่วโมง 45 นาที เป็น 5 ชั่วโมง 30 นาที
//
//
ดร.นพดล กล่าวด้วยว่า สำหรับบทบาทที่พ่อได้ปฏิบัติต่อลูกหรือคนในครอบครัวเป็นประจำ 5 อันดับ ได้แก่ 1. การเป็นที่ปรึกษาที่ดีของลูกและคนในครอบครัวในทุกเรื่อง 80.8% 2.พูดคุยและให้กำลังใจลูกและคนในครอบครัวเมื่อเกิดปัญหาขึ้น 80.1% 3.การเคารพต่อการตัดสินใจ ของคนในครอบครัว 77.3% 4.การเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกและคนในครอบครัว 76.9% และ5.ความพร้อมและเป็นผู้ฟังที่ดีของลูกและคนในครอบครัว 76.8%
นอกจากนี้ พบด้วยว่า พ่อมีการใช้คำพูดรุนแรงกับลูกและคนในครอบครัวด้วยการดุ ด่า พูดหยาบคายถึง 65.2 % และหงุดหงิดกับลูกและคนในครอบครัว 80.4 % ทั้งนี้ ระดับความสุขในความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับลูกหรือครอบครัวพบว่า ผู้ที่พักอาศัยอยู่กับลูกมีคะแนนความสุขจากคะแนนเต็ม10 คะแนน เท่ากับ 8.33 ส่วนผู้ที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่กับลูก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.24 คะแนน
นพ.นพดล กล่าวอีกด้วยว่า ในเรื่องการมีส่วนร่วมในการอบรมเลี้ยงดูบุตร พบว่า ช่วยอบรมดูแลเรื่องความประพฤติ กิริยามารยาท การปฏิบัติตนต่อผู้อื่น 65.8% ,ช่วยเรื่องการเรียน การสอนการบ้าน 24.7 % ,เป็นเพื่อนเล่น ช่วนออกกำลังกาย 22.5% ,ให้คำปรึกษา คอยแนะนำตักเตือน 12.7 % แต่มีบทบาทในการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี สอนเกี่ยวกับศีลธรรมคุณธรรม ความวินัย ความซื่อสัตย์ เพียง 3.8%เท่านั้น สะท้อนว่าพ่อไม่ค่อยให้ความสำคัญในการปลูกฝังเรื่องนี้กับลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
พ่อมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยแม่เลี้ยงลูก ผมสนับสนุนให้มีการออกกำหมายให้พ่อลาหยุดงานไดในช่วงที่มีคลอดบุตร หรือหากเป็นไปได้ควรให้พ่ออยู่กับแม่ตลอดช่วง 8-9 เดือนที่ตั้งครรภ์ แต่ต้องมีหน่วยงาน เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) หรือกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เข้ามทำหน้าที่ตรวจสอบว่าช่วงเวลาที่ให้พ่อลาหยุดได้นั้น พ่อเอาเวลามาช่วยแม่เลี้ยงดูลูกอย่างแท้จริง ไม่ได้เอาไปทำงานอื่นหรือหารายได้เสริมดร.นพดลกล่าว
นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส. กล่าวว่า หากพ่อลดบทบาทในการเลี้ยงดูลูกลง ทำให้พบปรากฎการณ์ในสังคมที่เกิดขึ้น คือ 1. เกิดเพศที่สามสูงขึ้น เพราะขาดความเข้าใจและขาดแบบอย่างความเข้มแข็ง 2. เด็กมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เพราะขาดทักษะการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี และ 3. ขาดทักษะในการดำเนินชีวิตในสังคมประกอบกับขาดความรักที่สมบูรณ์แบบทำให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น คือ ฟันแล้วทิ้ง และมีเซ็กส์ที่ไม่ปลอดภัย
พ่อที่ช่วยแม่เลี้ยงลูกในช่วงวัยทารก จะทำให้เกิดต้นทุนชีวิตกับเด็กหลายด้าน ทั้งการเรียนรู้จากความวิเศษของพ่อที่มีการสัมผัสลูกที่หยาบกระด้างกว่าแม่ แต่ท่าทีที่มั่นคง แข็งแรง น้ำเสียงที่ใหญ่ จังหวะที่ไม่สม่ำเสมอทำให้ลูกเกิดความตื่นเต้น เร้าใจ และเข้าใจในการเรียนรู้ สร้างให้เกิดความรักความผูกพัน ความไว้วางใจ และมองโลกในแง่ดี รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และปรับตัวเข้ากับสังคมได้ง่าย นพ.สุริยเดว กล่าวว่า
นพ.สุริยเดว กล่าวด้วยว่า การเลี้ยงดูของพ่อในช่วงปฐมวัย ที่ชอบให้เล่นของแปลกใหม่ ท้าทาย เล่นหกคะเมน สร้างสิ่งกีดขวางแบบง่ายๆ ให้ลูกหัดแก้ปัญหา จะทำให้เด็กเกิดความพยายามในการค้นพบและท้าทายสิ่งแปลกใหม่ เด็กเหล่านี้จะได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ความเป็นนักวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สูง เพราะเกิดทักษะในการวางแผน การแก้ปัญหา และเกิดทักษะในการควบคุมอารมณ์สำหรับช่วงวัยเรียน พ่อมักจะสร้างแนวคิดคร่าวๆ และปล่อยให้ลูกเป็นคนแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง รวมทั้งการเห็นบุคลิกที่ดีของพ่อ เช่น พ่อมักเป็นผู้รับฟังที่ดีของลูก ทำให้เด็กรู้จักการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และจะรู้จักใช้ความเพียรพยายามสู่ความสำเร็จมากกว่าการพึ่งโชคลาง
ในช่วงวัยรุ่น บุคลิกของพ่อบวกกับสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ทำให้เกิดแรงศรัทธาในตัวพ่อว่าเป็นฮีโร่ และจะเกิดแรงบันดาลใจสู่เด็กที่จะพยายามทำตัวให้ดีกว่า ส่วนวัยรุ่นหญิง มักจะเก็บบุคลิกของพ่อไว้ในความทรงจำ ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกคู่ครองหรือการคบเพื่อนต่างเพศลดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและยังทำให้วัยรุ่นจะเกิดพัฒนาการที่เหมาะสมกับเพศและวัย โอกาสเสี่ยงของการเกิดเพศที่สามก็จะลดลง
ด้านพญ.ชนิกา ตู้จินดา ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 4 สสส. กล่าวว่า ทักษะการเลี้ยงลูกของพ่อที่กำลังหายไปส่งผลกระทบต่อเด็กโดยตรง จึงอยากเสนอ บัญญัติ 10 ประการ กับบทบาทพ่อในการช่วยเลี้ยงลูกคือ 1.การให้ความรักและความอบอุ่น ความปลอดภัยในบ้าน 2. เป็นแบบอย่างที่ดี 3. ให้เวลากับครอบครัว 4. ให้คำแนะนำ ทักษะด้านต่างๆแก่สมาชิก 5. สร้างกิจกรรมยามว่างที่สนุกกับสมาชิกในบ้าน 6. เปิดโอกาสและเป็นผู้รับฟังที่ดี 7. การสร้างโอกาสการเรียนรู้นอกหลักสูตร 8. การช่วยงานบ้านด้วยกัน 9. เคารพกติกาและการตัดสินใจของสมาชิก 10.สร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดวินัยในบ้าน จึงอยากจะเชิญชวนคุณพ่อทุกๆคนกลับเข้าบ้าน และช่วยกันเลี้ยงลูกให้มีต้นทุนชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากจะช่วยเด็กไทยแล้วยังเป็นการสร้างชาติในที่สุด
รัฐบาลแห่งชาติกระหึ่ม กองทัพรอการเมืองขานรับ
หลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยพิจารณายุบพรรค พลังประชาชน-ชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย พร้อมกับ ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคลงเล่นการเมือง 5 ปี ด้วยมติที่เป็นเอกฉันท์
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
