เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2550 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (The Framework Convention on Tobacco Control : FCTC) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าของการควบคุมยาสูบในประเทศไทย รวมทั้งการเตรียมการจัดประชุมการควบคุมบุหรี่ระดับโลกที่ประเทศไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้เลือกประเทศไทยให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมประเทศภาคสมาชิกใหญ่กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-6 กรกฎาคม 2550 ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นพ.มงคลกล่าวภายหลังการประชุมว่า ในที่ประชุมวันนี้ ได้มีการกำหนดท่าทีของประเทศไทยในการควบคุมบุหรี่ตามกรอบของอนุสัญญาบุหรี่โลกที่จะเสนอในที่ประชุมบุหรี่โลกปลายเดือนนี้ 8 ประเด็น ได้แก่ 1.เสนอให้มีการจัดระบบเก็บภาษีบุหรี่ไปในทางเดียวกัน 2.เสนอให้เก็บภาษีบุหรี่ที่ขายในร้านดิวตี้ฟรี (Duty free) หรือร้านค้าปลอดภาษีที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยและท่าอากาศยาน รวมทั้งต้องติดภาพคำเตือนพิษภัยบุหรี่เช่นเดียวกับบุหรี่ทั่วไป 3.ห้ามอุตสาหกรรมบุหรี่โฆษณาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านพรมแดน รวมทั้งห้ามภาครัฐรับการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมบุหรี่ 4.พัฒนาให้มีการจัดการระบบบริการช่วยเหลือผู้สูบบุหรี่ให้สามารถเลิกบุหรี่ได้ โดยที่ประชุมได้เสนอให้จัดพิมพ์สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ที่ข้างซองบุหรี่ เพื่อให้คนที่อยากเลิกสูบบุหรี่ได้รับคำแนะนำ รวมทั้งเสนอให้มีการบรรจุยาอดบุหรี่เข้าในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ติดบุหรี่เลิกได้สำเร็จ
5.สนับสนุนมาตรการควบคุมป้องกันการลักลอบนำเข้าของบุหรี่ และบุหรี่ปลอมโดยเสนอให้ทำลายบุหรี่เถื่อนของกลางที่จับได้แทนการประมูล 6.สนับสนุนมาตรการควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ของเยาวชน ซึ่งไทยห้ามขายบุหรี่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นโดยที่ประชุมเสนอให้ผู้ซื้อแสดงบัตรประชาชน เช่นเดียวกับการซื้อเหล้า 7.สนับสนุนให้ลดพื้นที่การเพาะปลูกยาสูบและส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนของเกษตรกรยาสูบ และ 8.สนับสนุนให้มีมาตรการดำเนินการฟ้องร้องชดเชยค่าเสียหายจากบริษัทบุหรี่
นพ.มงคลกล่าวว่า สำหรับการเสนอให้เก็บภาษีบุหรี่ที่ขายในร้านดิวตี้ฟรี (Duty free) หรือร้านค้าปลอดภาษีที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยและท่าอากาศยานนั้น ตัวแทนของกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต จะนำเรื่องนี้ไปคิดกระบวนการที่เหมาะสมต่อไป โดยที่ไม่ได้ระบุว่าจะต้องเสร็จเมื่อใด แต่หากในที่ประชุมเอฟซีทีซีเห็นด้วย และมีการรับรองเป็นมติที่ประชุม ในปี 2550 ในการประชุม ปี 2551 ประเทศไทยต้องรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานให้ที่ประชุมทราบ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ต่อไป
หน้า 10
--
ข้อมูลจาก มติชน
