เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นายศุภกร ชินวรรโณ จากศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความตื่นตัวของสังคมต่อปัญหาโลกร้อนในปัจจุบันว่า นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สังคมหันมาให้ความสนใจในการร่วมมือแก้ปัญหาโลกร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยมีการรณรงค์ให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม เห็นว่า ปัจจุบันการให้ความรู้ด้านวิชาการกับประชาชนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนยังมีน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นใกล้ๆ ตัว ทำให้ไม่ชัดเจนว่าจะสามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างไรนายศุภกรกล่าวว่า นอกจากนี้เห็นว่าการรณรงค์ยังคงเป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ภาคการเกษตร สาธารณสุข และอื่นๆ ซึ่งควรจะร่วมมือกันศึกษาเพื่อให้ได้ความรู้ด้านโลกร้อนที่ชัดเจนและมากกว่าที่เป็นอยู่
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เกรงว่าการรณรงค์จะไม่ยั่งยืน และจะเป็นการเห่อเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพูดถึงเรื่องโลกร้อนอย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ก็มักจะโทษว่าเกิดจากภาวะโลกร้อนไปหมด ก็อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย และเลิกให้ความสนใจไปในที่สุด ดังนั้นการรณรงค์เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการลดปัญหาโลกร้อน ควรเริ่มที่เรื่องใกล้ๆ ตัว ในชุมชนเล็กๆ ก่อน เพราะจะเห็นผลที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรม เช่น การรณรงค์ให้ดับไฟของ กทม. การเปลี่ยนแปลงนโยบายการใช้รถยนต์ในเมืองใหญ่ หรือการเปลี่ยนพื้นที่เมืองให้เป็นพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ซึ่งคนที่อยู่ในเมืองก็จะได้รับประโยชน์จากการรณรงค์เหล่านี้ และหากทำกันในทุกๆ ที่ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่นัก แต่ก็จะสามารถช่วยลดโลกร้อนได้เช่นกัน นายศุภกรกล่าว และว่า การรณรงค์แบบภาพรวมไม่น่าจะได้ผลดี และเกรงว่าอาจจะถูกกระแสอื่นกลบไปในไม่ช้า (กรอบบ่าย)
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
