คอลัมน์ ส่องโรคไขสุขภาพข้อมูลของ นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่รายงานต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ผ่านการประชุมระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้สังคมทราบถึงสถานการณ์ของโรคลิชมาเนีย (Leishmaniasis) มากขึ้นและเริ่มตื่นตัว
โรคลิชมาเนีย เป็นโรคติดต่อจากเชื้อโปรโตซัว พวก flagellate protozoa genus Leishmania เกิดจากการติดต่อระหว่างคนและสัตว์ แหล่งรังโรค ได้แก่ คน สุนัข สัตว์แทะ และลิงลม พาหะนำโรคนี้ คือ ริ้นฝอยทราย (sand fly) อาการของโรคแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1.เป็นผื่นนูนแดงที่ผิวหนัง และเป็นแผลของเยื่อบุบริเวณทางเดินหายใจตอนบน 2.มีอาการไข้ ตับ ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เลือดจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ และอ่อนเพลีย
โรคนี้พบมากในประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ จีน ตอนใต้ของสหภาพโซเวียต ตะวันออกกลาง ตุรกี อิหร่าน อัฟกานิสถาน ดินแดนใกล้ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซูดาน เคนยา เอธิโอเปีย นามิเบียตอนใต้ อเมริกากลางและใต้ ยกเว้น ชิลี อุรุกวัย สำหรับประเทศไทยระยะแรกที่พบส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่เคยไปทำงาน หรือเคยพำนักอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและเข้ามาในประเทศไทย เมื่อผู้ป่วยถูกริ้นฝอยทรายกัดจึงติดต่อกัน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานการเกิดโรคนี้ในประเทศไทย พบล่าสุดในปี 2549 ที่ จ.พังงา 1 ราย แต่ผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ จึงอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อหาแหล่งโรคว่ามาจากแหล่งใด
การป้องกันโรค สามารถทำได้ง่าย โดยการใช้มาตรการการป้องกันตนเอง (Personal protective management; PPM) จากการถูกริ้นฝอยทรายกัด คือ สวมใส่เสื้อผ้าอย่างรัดกุม มิดชิด ทายากันแมลงในบริเวณผิวหนังที่อยู่นอกร่มผ้า นอนกางมุ้ง ขณะเข้าไปทำงาน หรือพักค้างคืนในพื้นที่ที่คาดว่าจะมีริ้นฝอยทรายอาศัยอยู่ ฉีดยากันยุงและแมลงภายในบ้าน ปรับปรุงดูแลบริเวณบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะที่ที่ริ้นฝอยทรายทำรังอยู่ และทำให้ปลอดจากสัตว์จำพวกฟันแทะ เช่น หนู สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญ รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์ที่สามารถเป็นแหล่งรังโรค เช่น สุนัข แมว วัว ควาย เป็นต้น
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
