เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รายงาน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้รับทราบสถานการณ์ของโรคลิชมาเนีย (Leishmaniasis) และประสานกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน ให้ติดตามแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศแถบตะวันออกกลาง เพื่อตรวจสุขภาพป้องกันการติดโรคเนื่องจากเป็นโรคใหม่นั้น ยืนยันว่าโรคนี้พบไม่มากในประเทศไทย แต่พบในประเทศแถบตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปมากจึงอาจเหมาะสมกับการแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ หากมีผู้ป่วยเป็นไข้เรื้อรังรักษาไม่หาย ให้แจ้งประวัติการเดินทางไปตะวันออกกลาง เพื่อให้แพทย์นึกถึงโรคนี้เป็นอันดับแรกนพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ว่า อาการของโรคแบ่งได้ 3 ชนิด คือ ชนิดที่ไม่รุนแรง จะมีอาการที่ผิวหนัง มีตุ่มเล็กๆ ที่ผิวและแตกออกเป็นแผล อาจมีกว่า 100 แผลก็ได้ และชนิดรุนแรงที่ทำให้ติดเชื้อที่อวัยวะภายใน (Visceral Leishmaniasis) มีชื่อเรียกว่า โรคคาลา อาซา (Kala azar) ผู้ป่วยจะมีอาการไข้เรื้อรัง ซีด น้ำหนักลด ม้ามและตับโต หมดเรี่ยวแรง และชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่เกิดขึ้นกับเยื่อเมือก (Mucocutaneous Leishmaniasis) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับที่เกิดขึ้นที่ผิวหนัง แต่จะเกิดแผลลุกลามในอวัยวะที่มีเยื่อเมือก เช่น จมูก ปาก เป็นต้น
นพ.ธวัชกล่าวว่า ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยสะสม 350 ล้านคน ใน 88 ประเทศ โดยติดเชื้อปีละประมาณ 100,000 คน มีประชาชนเสี่ยงติดโรคนี้ประมาณ 147 ล้านคน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้หากไม่ได้รับการรักษาโดยเฉพาะชนิดที่ทำให้ติดเชื้อที่อวัยวะภายใน จะทำให้อัตราป่วยเพิ่มขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 2 ปี และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งมักเป็นโรคของคนในชนบท เนื่องจากเชื้อมักจะพบในผู้ที่อยู่ในบ้านใกล้กับป่า หรือทำงานในป่า
ขณะนี้ประเทศไทยมียาฉีด 2 ชนิด ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 14 วัน และชนิดฉีดเข้าเส้นเลือดติดต่อกันเป็นเวลา 30 วัน การรักษาได้ผลดี หายขาด โดยได้ส่งยากระจายไปยังสำนักควบคุมโรคทั้ง 12 เขต แล้ว อย่างไรก็ตาม อาจป่วยซ้ำได้ จากการถูกริ้นฝอยทรายที่มีเชื้อกัด ฉะนั้น จะต้องอาศัยการป้องกันควบคู่กัน นพ.ธวัชกล่าว
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
