ผอ.รร.สาธิตประสานมิตร แย้งคัดเลือกเด็กเข้า ม.1 ต้องมีหลากวิธีการ เน้นสอบอยากเดียวปลูกฝังให้เด็กมุ่งเข้าสู่มหาวิทยาลัย แนะวางนโยบายรับเด็ก ต้องดูความจริงในสังคมการศึกษาไทยด้วย(18มิย.) นายพูลศักดิ์ เทศนิยม ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กล่าวถึงนโยบายการรับนักเรียนชั้น ม.1 ปีการศึกษา 2551 ที่สพฐ.เคยเสนอเรื่อหารือ นายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เพื่อเปิดโอกาสให้โรงเรียนมีโควตาพิจารณารักนักเรียนโดยใช้ดุลพินิจได้ 10 %ของจำนวนรับทั้งหมดที่ประกาศว่า ถ้าร.ร.มีระบบไม่ดี ไม่มีกฏเกณฑ์ที่ชัดเจนอาจจะนำสู่เส้นทางเด็กฝากได้ ซึ่งแตกต่างจาก ร.ร.สาธิตในสังกัดมหาวิทยาลัยต่างๆ ร.ร.สาธิตจะแบ่งชัดเจนว่าสัดส่วนการสอบเข้า หรือสัดส่วนของเด็กที่จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 6 และมีโอกาสเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบ บุตรของอาจารย์เจ้าหน้าที่พนักงานมหาวิทยาลัย ตลอดถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และกลุ่มผู้มีอุปการคุณอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเมื่อจะให้ลูกเข้าเรียนแล้วจึงมาอุปการคุณ แต่คุณประโยชน์ที่ได้ทำให้ทางโรงเรียนนั้นต้องมีความต่อเนื่องและไม่เห็นผลประโยชน์เพียงแค่จะให้ลูกหลานเข้าเรียนเท่านั้น
ทั้งนี้ ทางร.ร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร จะดูความต่อเนื่องและเจตจำนงของคนๆ นั้นเป็นหลักด้วย อีกทั้งการพิจารณาคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในร.ร.สาธิต (มศว) ประสานมิตรนั้นมีคณะกรรมการที่มาจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย จากร.ร.คณะศึกษาศาสตร์เป็นหลัก มากกว่าจะให้สมาคมผู้ปกครองเข้ามาเป็นตัวกำหนด
ผมอยากบอกว่าการกำหนดนโยบายการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนของศธ.นั้น ควรจะดูความหลากหลายของร.ร.เป็นหลัก บางครั้งการกำหนดนโยบายโดยไม่ดูความต่างของ ร.ร.จะเกิดผลเสียได้ อาทิบางโรงเรียนโดยเฉพาะในต่างจังหวัดได้งบประมาณในการจัดการศึกษาน้อยมาก การจะมีงบประมาณสนับสนุนเพื่อให้ ร.ร.มีโอกาสพัฒนาทางด้านอุปกรณ์การเรียน นวัตกรรมใหม่ หรือการพัฒนาครูอาจารย์นั้น ต้องใช้งบประมาณแทบทั้งสิ้น การประกาศนโยบายบางครั้งจะทำให้เด็กสูญเสียโอกาส ดังนั้นอยากให้ดูความเป็นจริงของการศึกษาในประเทศไทยและดูในแต่ละพื้นที่ในต่างจังหวัดด้วย
นายพูลศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวคิดที่ว่าจะเลิกวิธีการจับฉลากรับนักเรียนในพื้นที่บริการนั้นและให้มีการสอบคัดเลือกเพียงอย่างเดียวนั้น ตนไม่เห็นด้วย อย่าลืมว่าการสอบแข่งขันนั้นเราจะได้คนที่มีพฤติการณ์ต้องแข่งกันสอบเพียงอย่างเดียว เด็กจะมีพฤติกรรมกวดวิชาเพื่อให้สอบเข้าร.ร.ดังๆ ได้และการสอบคัดเลือกนั้นคนที่สอบได้มีที่เรียนแล้วคนที่สอบไม่ได้จะให้เขาไปเรียนที่ไหน การศึกษาที่แท้จริงต้องเปิดโอกาสให้เด็กที่เก่งบ้างอ่อนบ้างได้อยู่รวมกัน
ทั้งนี้ การสอบเพื่อคัดคนเข้าเรียนเราจะได้คนที่เก่งทางวิชาการ ร.ร.ที่มีชื่อเสียงย่อมต้องการคนเก่งเข้าไปเรียนมากๆ เพื่อให้ร.ร.เขาพัฒนามีชื่อเสียงต่อไป หากแต่เคยคิดถึงความหลากหลายของเด็กบ้างหรือไม่ ทุกร.ร.ต้องได้เด็กที่คละกันมีความสามารถที่หลากหลาย ไม่ใช่มุ่งที่การสอบหากเรามุ่งที่การสอบก็เท่ากับเราสนับสนุนให้เด็กทุกคนเข้าสู่เส้นทางการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว ร.ร.แต่ละโรงควรจะมีเด็กที่เก่งทางวิชาชีพและได้รับการพัฒนาเข้ามาสู่ร.ร.ด้วย แต่การศึกษาไทยเน้นแต่วิชาการ เน้นการสอบ จนทำให้เราไม่มีนักดนตรี นักศิลปะ นักร้องระดับโลกเพียงเพราะเราพัฒนาคนเพียงแค่ด้านเดียว
การที่บอกว่าอยากให้เด็กม.1 สอบเข้าเพราะจะทำให้เด็กชั้นป.6 สนใจเรียนและขยันมากขึ้นนั้น ยิ่งไม่เห็นด้วยเพราะการเรียนในระดับประถมศึกษานั้นต้องทำให้เด็กชอบ รัก ศรัทธาและเห็นคุณค่า จึงจะเกิดเป็นแรงบันดานใจ แต่การเรียนในสมัยนี้ไม่ได้สร้างให้เด็กชอบ รัก ศรัทธาและเห็นคุณค่า แล้วมาโทษเด็กว่าไม่สนใจเรียน อย่าลืมว่าการสอนเด็ก 40 - 50 คนในชั้นเรียนนั้น ครูต้องมีวิธีการสอนถึง 40 - 50 วิธีเพื่อทำให้เด็กแต่ละคนที่มีความแตกต่างชอบ รัก ศรัทธาและเห็นคุณค่าในการเรียน อีกทั้งรู้จักตัวเองด้วย นายพูลศักดิ์ กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
