คตส.อายัดรอบ 5 หุ้น "บรรณพจน์" มูลค่า 2,600 ล้านบาท เล็งอายัดรอบ 6 จันทร์นี้ แฉ "โอ๊ค" โยกเงินซื้อหุ้น รอจ่อคิวเชือดคนต่อไป "อุดม" เผยบัวแก้วเจอแล้วที่อยู่ "ทักษิณ-พจมาน" พักในอังกฤษและจีน เตรียมยื่นศาลฎีกาฯ 5 ก.ค.นี้ ด้าน ป.ป.ช.ตั้งอนุ กก.ไต่สวนฟันอดีต รมว.เกษตรฯ ทุจริตจัดซื้อปุ๋ยผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในการทำงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบติดตามทรัพย์สินของบุคคลที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์ ที่มีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นประธาน ว่า ล่าสุดคุณหญิงจารุวรรณได้เสนอให้นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.ลงนามในคำสั่งที่ คตส.024/2550 เรื่องอายัดเงินในบัญชีเงินฝากในธนาคารและสถาบันการเงินที่ครอบครัว บุตร บริวารของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กองทุนเทมาเซค เนื่องจากพบว่าก่อนวันที่ 4 มิถุนายน 2550 มีการโอนเงินที่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ได้รับจากการขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 2,682.89 ล้านบาท ไปลงทุนในหุ้นต่างๆ หลายรายการ
ดังนั้น คตส.จึงอาศัยอำนาจตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 5 และ 8 ออกคำสั่งอายัดเพิ่มเติม คือ หุ้นของนายบรรณพจน์จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1.หุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 28,900,000 หุ้น 2.หุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 15,900,000 หุ้น และ 3.หุ้นบริษัท ทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) จำนวน 57,000,000 หุ้น ซึ่งขณะนี้ใบหุ้นรายการที่ 1-3 อยู่ที่บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยการอายัดทรัพย์ให้อายัดไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
มีรายงานข่าวถึงสาเหตุที่คุณหญิงจารุวรรณเสนอให้มีการอายัดทรัพย์ครั้งที่ 5 เป็นการด่วนว่า เนื่องจากอนุกรรมการเกรงว่าอาจจะมีการโยกย้ายหุ้นแปรเปลี่ยนเป็นเงินสด ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ เพราะหากนายบรรณพจน์ นำหุ้นไปขาย ทางศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ก็ไม่สามารถยับยั้งได้ เพราะเป็นสิทธิที่นายบรรณพจน์จะทำได้ ทำให้คุณหญิงจารุวรรณถึงกับเดินอธิบายเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องมีมติอายัดทรัพย์เป็นการเร่งด่วน โดยที่ไม่มีการประชุม คตส.นัดพิเศษ ซึ่งเมื่อ คตส.ส่วนใหญ่รับทราบเหตุผลจากคุณหญิงจารุวรรณก็เห็นด้วยและร่วมลงชื่อ ทำให้มีคำสั่งอายัดทรัพย์ดังกล่าว
นอกจากนี้ คตส.ยังมีหนังสือถึงนายบรรณพจน์ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงมติการอายัดเงินดังกล่าว พร้อมกับมีหนังสือแจ้งไปยังศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย บริษัท เอสซี แอสเสทฯ และบล.ทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) เพื่อรับทราบด้วย ซึ่งได้สรุปไปว่าในการอายัดทรัพย์ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 5 มีการอายัดรวม 42 รายการ
อายัดรอบ 6 จันทร์นี้-โอ๊คจ่อคิวต่อไป
แหล่งข่าวระดับสูงจาก คตส.เปิดเผยว่า จากการอายัดครั้งนี้ทำให้ยังเหลือเงินบัญชีในธนาคารของนายบรรณพจน์ ที่ คตส.จะต้องตามอายัดเพิ่มอีกประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท จากยอดรวมที่ต้องถูกอายัด 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งพบว่าเงินในบัญชีที่ยังไม่ได้อายัดมีการปิดบัญชีไปแล้ว 2 บัญชี เป็นบัญชีของธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย เป็นเงินรวม 1,200 ล้านบาท โดยปิดบัญชีไปเมื่อกลางปี 2549 แต่อนุกรรมการได้ติดตามจนพบการเคลื่อนไหวของเงินจำนวน 1,570 ล้านบาท โดยมีการนำเงินไปเพิ่มหุ้นในบริษัทอื่น ซึ่งอยู่ระหว่างการรอเอกสารบางอย่างมายืนยัน ทั้งนี้ คาดว่าในการประชุม คตส.วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคมนี้ จะสามารถเสนอให้ที่ประชุมมีมติอายัดเงินส่วนนี้เพิ่มเติมได้
รายงานข่าวกล่าวว่า หลังจากนี้อนุกรรมการจะมุ่งติดตามเงินในส่วนของนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นพิเศษ เบื้องต้นอนุกรรมการเจอการเคลื่อนไหวของเงินนายพานทองแท้แล้ว โดยส่วนหนึ่งพบว่ามีการนำไปซื้อหุ้นบริษัทหนึ่ง ซึ่งอนุกรรมการกำลังติดตามดู
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า นอกจากนี้อนุกรรมการยังให้ความสนใจการที่นายบรรณพจน์ซื้อหุ้นผ่านบริษัทเงินทุนธนชาติ ซึ่งเป็นที่มาของคำสั่งอายัดทรัพย์นายบรรณพจน์ครั้งนี้ โดยพบว่าผู้บริหารบริษัทดังกล่าวคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลจัดการหุ้นให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มาโดยตลอด ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ คตส.มีการอายัดบัญชีของบริษัทประไหมสุหรี และเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้นในยูเค สปอร์ต อินเวสเมนท์ ที่จะเข้าซื้อหุ้นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากการตรวจสอบพบว่า บัญชีบริษัทดังกล่าวอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งพบว่าอดีตบริษัทนี้เคยเป็นของนายพิเชษฐ สถิรชวาล แต่ในช่วงที่ถูกเว้นวรรคการเมือง 5 ปี มีการผ่องถ่ายบริษัทให้น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ คนหนึ่ง ซึ่งล่าสุดผู้ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลคือ นายชานนท์ สุวสิน อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย
คตส.ปล่อย "โอ๊ค-เอม" เลื่อนแจงหุ้นชิน
วันเดียวกัน ช่วงเช้ามีการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อพิจารณาเหตุผลการขอเลื่อนการให้ถ้อยคำในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร
นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส.ในฐานะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป แถลงภายหลังการประชุม เพื่อพิจารณาหนังสือขอเลื่อนการให้ถ้อยคำของนายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทา ว่า อนุกรรมการตรวจสอบได้อนุญาตให้ น.ส.พิณทองทาเลื่อนการเข้าให้ถ้อยคำเป็นวันที่ 24 สิงหาคม เวลา 10.00 น.ตามคำร้องขอ โดยได้พิจารณาจากหลักฐานที่ทีมทนายได้จัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการศึกษาและการสอบของมหาวิทยาลัย Cass Business School, London ซึ่งจะจบหลักสูตรวันที่ 31 กรกฎาคม 2550 และมีการกำหนดนัดสอบอีกครั้งกลางเดือนสิงหาคมนี้
ส่วนนายพานทองแท้นั้น อนุกรรมการอนุญาตให้เลื่อนเป็นวันที่ 18 กรกฎาคม เวลา 09.30 น.ตามที่ร้องขอ ซึ่งมีใบรับรองแพทย์จริง ที่เป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ในการออกใบรับรอง ดังนั้น เมื่ออนุญาตให้เลื่อนตามขอแล้ว คงไม่มีเหตุผลอื่นที่จะมาขอเลื่อนอีก
เมินคำขู่"แม้ว"ให้ถอนอายัดทรัพย์ใน 3 วัน
โฆษก คตส.กล่าวถึงกรณีที่ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นหนังสือให้ คตส.เพิกถอนการอายัดทรัพย์ของคนในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ภายใน 3 วัน พร้อมเรียกค่าชดใช้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินฝากที่ถูกอายัด ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน ที่มีคำสั่งอายัดว่า การอายัดทรัพย์เมื่อมีคำสั่งการอายัดทรัพย์ผู้ถูกสั่งอายัดสามารถขอถอนอายัดได้ โดยยื่นคำร้องมา เพื่อพิสูจน์ทรัพย์ว่าเจ้าของเงินดังกล่าวได้ทรัพย์มาถูกต้อง สุจริต ไม่ใช่ได้มาด้วยความผิด หรือได้มาโดยไม่สมควร
"ดังนั้นการยื่นโนติสที่ระบุว่าให้ คตส.ถอนอายัดทรัพย์ภายใน 3 วัน ไม่ใช่ช่องทางที่กำหนดไว้ในกฎหมายและไม่ใช่ช่องทางที่ คตส.ทำได้ และการขู่ให้ คตส.ปฏิบัติตามโดยมิชอบก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน เพราะการถอนอายัดโดยไม่ชอบก็ถือว่ามีความผิดและต้องรับผิดด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้สร้างความวิตกแต่อย่างใด" โฆษก คตส.กล่าว
นายสัก กล่าวอีกว่า ในส่วนการขอพิสูจน์ทรัพย์ขณะนี้ มีแค่ น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาวของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น ที่ยื่นหนังสือเพื่อขอพิสูจน์ทรัพย์ ซึ่งในส่วนนี้มีนายอำนวย ธันธรา คตส.เป็นผู้ดูแลพิจารณาพิสูจน์ว่าได้มาอย่างไร เพราะช่องทางที่จะถอนอายัดมีอยู่ แต่ไม่ใช่จะให้ คตส.ถอนอายัดภายใน 3 วัน คงเป็นไปไม่ได้
เมื่อถามว่าในทางกฎหมายถือว่าเป็นการข่มขู่เจ้าพนักงานของรัฐ สามารถฟ้องเอาผิดได้หรือไม่ โฆษก คตส.กล่าวว่า ในส่วนของการฟ้องเอาผิดนั้น ยังไม่มีการพิจารณาต้องหารือในที่ประชุมก่อน
ระอา"ตระกูลชิน"เล่นเกมถ่วงเวลา
รายงานข่าวจาก คตส.เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาการขอเลื่อนเข้าให้ถ้อยคำของ นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร มีการประเมินในที่ประชุมว่า ทั้งหมดมีเจตนาที่จะถ่วงเวลา โดยพิจารณาจากการเข้าให้ถ้อยคำของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน และนางบุษบา ดามาพงศ์ ภรรยาของนายบรรณพจน์ ที่ผ่านมาทุกคนล้วนแต่ปฏิเสธที่จะให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการ
ดังนั้น อนุกรรมการเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นนายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา หรือคุณหญิงพจมาน จะไม่มาตามนัด และจะมาหรือไม่นั้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของ คตส. เพราะเชื่อว่าทั้ง 3 คนจะใช้วิธีการเดียวกับนางกาญจนาภาและนางบุษบา คือ ขอไม่ให้ถ้อยคำใดๆ แต่สาเหตุที่อนุกรรมการให้เลื่อนนั้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการต่อสู้ในชั้นศาลว่า อนุกรรมการได้ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายแล้ว และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ให้ข้อมูลที่ประโยชน์ต่อการทำงาน เมื่อผู้ถูกกล่าวหาให้ความร่วมมือ จึงต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาลเท่านั้น
ความจริง คณะอนุกรรมการก็มีการเตรียมสรุปผลการสอบสวนเอาไว้แล้ว ไม่หวังกับข้อมูลของบุคคลทั้งสาม เพราะไม่คิดว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากการให้ถ้อยคำ นอกจากนี้ในส่วนของคณะอนุกรรมการก็ได้สอบถ้อยคำทุกคนครบถ้วนแล้ว ที่เหลือก็คือในส่วนของคุณหญิงพจมาน น.ส.พิณทองทา และนายพานทองแท้ เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าทั้งสามคนคงไม่ให้ถ้อยคำเช่นเดียวกัน และคาดว่าจะไม่เชิญใครมาให้ถ้อยคำเพิ่มแล้ว แหล่งข่าวระบุ
เล็งแจ้งจับ"อ้อ-โอ๊ค-เอม"หากเบี้ยวอีก
รายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุที่ต้องเชิญบุคคลทั้งสามมาให้ถ้อยคำ ทั้งที่ไม่มีประโยชน์ต่อการพิจารณานั้น ก็เพราะว่า มีการออกหนังสือนัดหมายไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงต้องดำเนินการตามที่มีหนังสือไป ทั้งนี้ ในการประชุม คตส.วันที่ 9 กรกฎาคมนี้ อนุกรรมการจะนำเรื่องที่บุคคลทั้งสามพยายามถ่วงเวลาจะดำเนินการอย่างไร เข้าหารือต่อที่ประชุมใหญ่เพื่อเตรียมหามาตรการรองรับ หากบุคคลทั้งสามไม่มาตามนัด ซึ่งคาดว่าจะมีการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีบุคคลทั้งสาม แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ว่าจะมีมติออกมาอย่างไร
เจอแล้วที่อยู่ทักษิณ-พจมานใน ตปท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการหารือร่วมกันระหว่างนายอุดม เฟื่องฟุ้ง คตส.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกกับ นายเสกสรร บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เพื่อติดตามที่อยู่จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ในการประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอที่อยู่จริงในต่างประเทศ
นายอุดม เปิดเผยภายหลังการหารือว่า กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งข้อมูลมายัง คตส.เกี่ยวกับที่อยู่ที่แน่นอนของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ของคดีนี้แล้ว โดยพบว่าพำนักอยู่ในประเทศอังกฤษ และประเทศจีน นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศยังรายงานว่า อยู่ในระหว่างการติดตามหาที่อยู่ในประเทศอื่นๆ อีก เช่น สิงคโปร์ อาร์เจนตินา ซึ่งจะมีการติดตามตรวจสอบต่อไป ส่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สามารถระบุได้เฉพาะการเดินทางเข้าออกต่างประเทศของบุคคลทั้งสองเท่านั้น ไม่ได้มีการระบุที่อยู่จริง ดังนั้น วันที่ 5 กรกฎาคมนี้ จะลงนามทำหนังสือ เพื่อระบุที่อยู่จริงของทั้งสองคนส่งให้ศาลฎีกา พร้อมทั้งจัดส่งรายละเอียดกรณีที่ทั้งคู่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในคดีต่างๆ ที่มีการระบุที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรประกอบ โดยที่ไม่มีการแจ้งหรือย้ายที่อยู่แต่อย่างใด
นายอุดม กล่าวว่า นอกจากนี้สำนักงานอัยการสูงสุดได้ติดต่อให้ คตส.ประสานงานกับผู้อำนวยการเขตดุสิต และเขตบางพลัด เพื่อขอให้ไปยืนยันในชั้นศาลว่า จำเลยทั้งสองไม่มีการแจ้งย้ายออกจากทะเบียนบ้าน พร้อมกันนี้จะทำหนังสือถึงปลัดกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทำหนังสือแจ้งผู้อำนวยการเขตทั้ง 2 เขต ให้ความร่วมมือกับอัยการสูงสุดและคตส. และป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งในการหารือร่วมยังได้วางแนวคิดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถึงรายละเอียดต่างๆ ในการดำเนินคดีด้วย แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
นักวิชาการเชื่ออังกฤษจะส่งแม้วกลับไทย
นายสุรชัย ศิริไกร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาตอบโต้กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับอังกฤษว่า เรื่องนี้ต้องดูที่ข้อตกลงและข้อกฎหมายระหว่าง 2 ประเทศ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำผิดกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ คิดว่าประเทศอังกฤษจะต้องส่งตัวกลับมาอย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าจะไม่เป็นไปตามข้อตกลงในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรืออาจมีการบิดเบี้ยวได้ หรืออ้างว่าไม่ปลอดภัย ซึ่งคิดว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่น่าเชื่อถือได้ ทั้งนี้ จะต้องขึ้นอยู่กับทางการประเทศอังกฤษเชื่อหรือไม่ว่า หากส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาแล้วจะปลอดภัย
คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคดีอาญา ไม่ใช่เรื่องการเมือง เหมือนกรณีคนที่หนีมาจากประเทศเผด็จการพม่าหรือคอมมิวนิสต์ในสมัยก่อน หากส่งกลับประเทศไปก็ต้องตาย ยูเอ็นก็ให้ลี้ภัยได้ แต่สำหรับประเทศไทยตอนนี้ข้ออ้างนี้คงจะฟังไม่ขึ้น เพราะยูเอ็นคงไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะเลวร้ายขนาดนั้น ก็จะมีการตรวจสอบมาอีกครั้ง และพิจารณาคำร้องขอของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามีความร้ายแรงเป็นเรื่องจริงหรือไม่ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าว
ตั้งอนุกก.ไต่สวนอดีตรมว.เกษตรฯทุจริตปุ๋ย
นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีการทุจริตการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ปี 2545 ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมี นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานอนุกรรมการ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบมติกรณีการกล่าวหา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีการยกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานกับบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) โดยจงใจปล่อยให้คลื่นวิทยุโทรทัศน์ที่รัฐรับกลับคืนมาถูกละเมิดนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ตามที่นายการุณ ใสงาม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร้องเรียนมา
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
