สกอ.ทำแผนพัฒนาการศึกษาอุดมศึกษา 4 จว.ใต้ ชี้ภาษาเป็นจุดแข็ง เดินหน้าปรับโฉมหลักสูตร รุกสร้างคนแข่งขันกับต่างประเทศ อธิการบดี มรภ.ยะลา เผยเด็ก จว.ชายแดนใต้อ่อนทั้งภาษาไทย-อังกฤษ เร่งพัฒนาให้มีความรู้ทุกภาษานายสุชาติ เมืองแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยหลังประชุมจัดทำแผนพัฒนาอุดมศึกษาเขตพิเศษชายแดนภาคใต้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และสี่อำเภอใน จ.สงขลา โดยวางแผนการพัฒนาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี และแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะ 5 ปี พ.ศ.2550-2554 ซึ่งวางเป้าหมายจัดทำแผนทั้ง 2 ระยะให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้
ทั้งนี้ ข้อมูลขณะนี้มีเด็กจบชั้น ม.6 จำนวน 1.5 หมื่นคน ซึ่งจำนวนหนึ่งเรียนต่อมหาวิทยาลัย 60% และเข้าสู่การประกอบวิชาชีพ หรือเรียนต่อในวิทยาลัยชุมชน สถาบันอาชีวศึกษา 40% โดยในแผนอุดมศึกษา 15 ปี คาดว่ามีเด็กจบ ม.6 เพิ่มเป็น 2.5 หมื่นคน หรือเกือบ 2 เท่า ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ทั้งรัฐและเอกชนรองรับได้ แต่ต้องปรับปรุงหลักสูตรใหม่ทั้งหมด โดยนำจุดแข็งของภาคใต้ที่มีอยู่มาสร้างคนให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยเฉพาะความรู้ด้านภาษา ซึ่งคนไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรู้ด้านภาษามลายู บาฮาซ่า อาหรับ จีน ไทย ทั้งอาจารย์ใน ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ยะลา มรภ.สงขลา มีความพร้อมอยู่แล้ว ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า แผนอุดมฯ ระยะ 5 ปี ต้องปรับหลักสูตรต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อประโยชน์ในการเจรจาการค้าในอนาคตกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และโลกอาหรับ และแข่งขันกับต่างประเทศได้
ขณะเดียวกันจะเน้นหลักสูตรที่ทำให้ผู้เรียนจบแล้วประกอบอาชีพได้ โดยใช้ภาษาเป็นจุดแข็ง และปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานของมหาวิทยาลัยรัฐในพื้นที่ให้เกิดความคล่องตัว ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชน ที่ลงทุนจัดการศึกษาอาจเสนอให้ยกเว้นภาษี อีกทั้งต้องมีแผนพัฒนาอาจารย์ด้วย เพื่อคนมีงานทำก็จะมีรายได้ จะช่วยลดปัญหาการว่างงาน ปัญหาอื่นๆ ก็จะลดลงตามไปด้วย โดยที่ประชุมจะสรุปแนวทางการพัฒนาอุดมศึกษาฯ ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้
ผศ.ไกรสร ศรีไตรรัตน์ อธิการบดี มรภ.ยะลา กล่าวว่า เด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ส่วนใหญ่อ่อนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่เก่งภาษามลายู เพราะเด็กในพื้นที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งยิ่งมุ่งเน้นพัฒนาหลักสูตรภาษามลายูให้มีประสิทธิภาพในการสื่อสาร ก็ยิ่งพัฒนาศักยภาพเด็ก รวมไปถึงจังหวัดชายแดนใต้ถือเป็นจุดเชื่อมต่อกับโลกของมุสลิมในการติดต่อค้าขายทางด้านธุรกิจ สังคม รวมถึงภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องพัฒนาคนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความรู้ในทุกๆ ภาษา
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
