ค่านิยมของพ่อแม่ส่วนใหญ่มักชอบเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กอ้วนสมบูรณ์ ทั้งที่ความจริงแล้ว ความอ้วนมีผลเสียหลายอย่าง พญ.อนุตรา โพธิกำจร ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบต่อมไร้ท่อในเด็ก จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้มาให้ความรู้การเลี้ยงเด็กให้มีร่างกายสมส่วน ในงานบำรุงราษฎร์ คิดส์ แฟร์ มหกรรมแห่งการเรียนรู้ สร้างลูกให้ฉลาดและมีสุขภาพดี ในการสัมมนาหัวข้อ ไม่อยากให้ลูกอ้วน ไม่อยากให้ลูกเตี้ย จะเลี้ยงดูอย่างไรพญ.อนุตราบอกว่า เด็กอ้วนมักเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ทั้งการรับประทานอาหารที่ผิดประเภท หรือการออกกำลังกายน้อย วิธีสังเกตเด็กอ้วน ดูได้จากขาโก่ง เนื้อจ้ำม่ำ เนื้อมีรอยพับ เหนื่อยง่าย นอนกรน หยุดหายใจเป็นพักๆ ส่งผลให้สมองขาดออกซิเจน ซึ่งถ้าเป็นติดต่อกันนานๆ จะทำให้หัวใจล้มเหลวได้
ควรส่งเสริมการกินอาหารตั้งแต่เด็ก เริ่มจากเด็กแรกเกิดถึง 6 เดือน ควรให้ดื่มนมแม่ดีที่สุด หลังจากนั้นก็เสริมอาหารประเภทข้าว หรือข้าวบด พออายุ 9 เดือนเพิ่มอาหารเสริมเป็น 2 มื้อ อายุ 1 ขวบเพิ่มอาหารเสริมเป็น 3 มื้อ โดยอาหารเสริมต้องมีคุณค่าสารอาหารครบ 5 หมู่ หลังจากนั้นก็ลดการดื่มนมให้น้อยลง พออายุครบ 1 ขวบให้รับประทานอาหารเป็นมื้อๆ เช้า กลางวัน เย็น และนมคือของว่างในมื้อสาย บ่าย ก่อนนอน เป็นวิธีที่ทำให้ลูกไม่มีเวลากินขนม
สำหรับความเชื่อว่าเด็กกับขนมเป็นของคู่กัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง พ่อแม่ต้องพยายามบอกลูกว่า การกินข้าวให้คาร์โบไฮเดรต เนื้อสัตว์ให้โปรตีน ผักผลไม้ให้วิตามินและแคลเซียม พูดไปเรื่อยๆ ลูกก็จะเข้าใจ
การให้เด็กกินขนม ควรให้กินในโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ถ้าลูกขอมาก ต้องอธิบายให้เขาทราบถึงผลดีผลเสียของการกินขนม นอกจากนี้ พ่อแม่ต้องหัดใจแข็ง สอนให้ลูกรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ สำหรับเด็กที่มีอาการอ้วนแล้ว พ่อแม่จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไข คือ ต้องสอนหรือบอกให้ลูกทราบ เช่น นมควรให้ดื่มเฉพาะนมจืด เวลาไปซื้อของก็ต้องไปกับลูกเพื่อแนะนำให้เขาทราบถึงผลดีและผลเสียของอาหารแต่ละประเภท
สำหรับพ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเตี้ย พญ.อนุตราบอกว่า ปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวกับความสูงของลูกคือกรรมพันธุ์ และวิธีการเลี้ยงดู คือต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการนอนหลับอย่างพอเพียงก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน เด็กควรนอนหลับแต่หัวค่ำ สำหรับเรื่องอาหารเสริม หากลูกดื่มนมจืดวันละ 3 มื้อก็ไม่จำเป็นต้องกินแคลเซียม ควรหัดให้เด็กกินผลไม้ให้มากๆ ซึ่งเป็นวิธีที่มำให้ไม่ต้องกินวิตามินเสริม
หน้า 35
ข้อมูลจาก มติชน
