ในงานสัมมนาอินเตอร์เนชั่นแนล ฟอรั่ม 2007 จัดโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น) ที่อาคารสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดร.กฤษณพงศ์กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้ปาฐกถาในหัวข้อ Thai Higher Education in Transition สะท้อนจุดอ่อน-ด้อยการบริหารอุดมศึกษาของไทยไว้อย่างน่าสนใจ คม ชัด ลึก พร้อมนำเสนอ...อุดมศึกษาไทยเริ่มจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือนที่ก่อตั้งเมื่อพ.ศ. 2459 ภายหลังพัฒนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเมื่อถึงปี 2513 อุดมศึกษาไทยได้พัฒนาอย่างรวดเร็วไปพร้อมกับการเปิดประเทศในเวลานั้นมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภูมิภาค ตั้งมหาวิทยาลัยเปิด และเปิดมหาวิทยาลัยเอกชน
ปี2533 อุดมศึกษามีการปรับตัวครั้งใหญ่จากปัจจัยเรื่องน้ำมัน การเติบโตทางอุตสาหกรรม การค้าระหว่างประเทศ และการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดการจัดทำแผนพัฒนาอุดมศึกษาไทยฉบับแรก หรือแผนการศึกษา 15 ปีระหว่างปี 2533-2547 เป้าหมายของแผนฯต้องการขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาไปยังผู้ยากจน โดยมีการจัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มาช่วยเหลือนักศึกษาที่ยากจน
รวมทั้งวางแผนส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ(ม.นอกระบบ) ดึงเอกชนมามีบทบาทมากขึ้น ให้มีการประเมินอุดมศึกษา กำหนดสัดส่วนผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์และสายสังคมที่ 50 : 50 กำหนดให้แต่ละมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนอาจารย์ที่จบปริญญาเอกปริญญาโท และปริญญาตรี อยู่ที่ 3:6:1 ที่สำคัญต้องการให้ผู้เรียนรับภาระค่าเรียนเพิ่มขึ้น
เมื่อสิ้นแผนฯสามารถดำเนินการตามเป้าหมายได้หลายเรื่อง แต่ที่ยังทำไม่ได้คือ สัดส่วนผู้เรียนสายวิทย์และสายสังคม 50:50 นั้นทำได้เฉพาะในมหาวิทยาลัยปิด สัดส่วนอาจารย์ที่จบปริญญาเอก ปริญญโท และปริญญตรี นั้น ทำได้เฉพาะในมหาวิทยาลัยรัฐเพียง 24 แห่ง
ที่สำคัญไม่สามารถให้ผู้เรียนรับภาระค่าใช้จ่ายจริงได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันนักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐรับภาระไม่เกิน 30% ของค่าใช้จ่ายจริงที่เหลือต้องใช้เงินภาษีมาจ่าย ขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนกลับต้องรับภาระเองเกือบ 100%
จวบจนปี2542 ที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ 2 มีการปฏิรูปโครงสร้างหลอมรวมกระทรวงศึกษาธิการกับทบวงมหวิทยาลัยเข้าด้วยกัน และมีการปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษาด้วย
ขณะเดียวกันสถาบันอุดมศึกษาไทยได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว มีมหาวิทยาลัยรัฐ 70 แห่งมหาวิทยาลัยเอกชน 67 แห่งและวิทยาลัยชุมชน 18 แห่งรวมทั้งหมด 155 สถาบัน ครอบคลุมผู้เรียน 2.1 ล้านคนอยู่ในอุดมศึกษารัฐ 1.84 ล้านคนและเอกชน 0.28 ล้านคน
ปัญหาก็คือ ร้อยละ 50 ของสถาบันอุดมศึกษา เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก มีผู้เรียนต่ำกว่า 6,000 คนทำให้เกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพทางวิชาการ การบริหารจัดการ และยากจะอยู่รอดทางการเงินได้ เพราะฉะนั้นควรจะมีการหลอมรวมสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งเข้าด้วยกัน
ไม่เพียงเท่านั้นยังเกิดปัญหาอุดมศึกษาเชิงพาณิชย์มากขึ้น มีการเปิดโปรแกรมพิเศษ หรือเปิดแคมปัสในต่างจังหวัดจำนวนมากเพื่อหวังผลกำไร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการจัดการศึกษา ฉะนั้นเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งการอุดมศึกษา ในการประเมินรอบ 2 ของสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี2549 และน่าจะครบทุกสถาบันภายใน3 ปีนั้นควรจะมีการหลอมรวมหรือยุติสาขาที่ไม่ประเมินของ สมศ.
สกอ.จะต้องทำความเห็นเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้เพิ่มความเข้มแข็งหรือหลอมรวมไปจนถึงยุติสาขาวิชาที่ไม่ผ่านการประเมิน สกอ.ควรจะนำเรื่องนี้ไปผูกกับการจัดสรรโควตาเงินกยศ.ด้วยเพื่อเป็นการควบคุมมหาวิทยาลัยให้รักษาคุณภาพของสาขาวิชาที่เปิด โดยไม่จัดสรรโควตา กยศ.ให้สาขาวิชาที่ไม่ผ่านการประเมิน
สมศ. รวมทั้ง สกอ.ต้องใช้โควตากยศ.มาควบคุมการเปิดสาขาวิชาของแต่ละมหาวิทยาลัยให้ตรงตามความต้องการของประเทศและตลาดแรงงานด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กยากจนทุกคนกู้ กยศ.ได้ทั้งหมดแต่ควรส่งเสริมให้กู้ในสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานต้องการ เพื่อให้เด็กจบออกมามีงานทำ มิฉะนั้น หากให้เด็กกู้ กยศ. เรียนแล้วจบออกมาไม่มีงานทำก็เท่ากับเป็นการทำบาปกับเด็ก
มหาวิทยาลัยยังมีปัญหาการเมืองในการบริหารงานผลมาจากการมีสภามหาวิทยาลัยที่ไม่เข้มแข็ง เพราะสภามหาวิทยาลัยต่างๆ มี คนใน เป็นกรรมการสภามากกว่า คนนอก ทำให้สภาไม่สามารถกำกับ หรือควบคุมการทำงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ ฉะนั้น โครงสร้างสภามหาวิทยาลัยควรมี คนนอก เป็นส่วนใหญ่ และสร้างระบบสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพ
สุพินดา ณ มหาไชย
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
