ในการสัมมนาเรื่อง ECO-Industry กับนวัตกรรมการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ซึ่งจัดโดยสำนักงานนวัตกรรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อนแล้ว ยังพบว่าไอน้ำจากเครื่องบินก็ส่งผลต่อชั้นบรรยากาศด้วยดร.อานนท์กล่าวว่า โดยปกติไอน้ำที่เกิดจากการระเหยของน้ำทะเลจะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และเกิดปฏิกิริยาควบแน่นจนกลายเป็นน้ำฝนตกลงมา แม้วงจรดังกล่าวเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันเครื่องบินต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องบินไอพ่นที่ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำได้ปล่อยไอน้ำออกสู่ชั้นบรรยากาศ และไอน้ำเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันไอน้ำจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการสะสมของก๊าซเรือนกระจก แต่เชื่อว่าอนาคตปริมาณเครื่องบินจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณไอน้ำเพิ่มมากขึ้นด้วย และในอนาคตจะกลายเป็นปัญหาสำคัญไม่แพ้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ดร.อานนท์กล่าวว่า ผลกระทบของภาวะโลกร้อนนั้น ต้องยอมรับว่าไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อยๆ เกิดขึ้น ทั้งนี้ START ตั้งสมมติฐานว่า หากไม่มีแนวทางชะลอปัญหา หรือลดการใช้พลังงานต่างๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของก๊าซเรือนกระจก คาดว่าอีก 30 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบที่ชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เนื่องจากปัจจุบันเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด คือ มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึงวันละ 120,000 ตันต่อวัน ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันดับต้นๆ จากทั่วโลก ผลกระทบจึงมากตามกัน
ดร.อานนท์กล่าวอีกว่า สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีปัจจัยจากภาวะโลกร้อนอย่างเดียว แต่ยังมาจากปัจจัยของตัวเมืองเองที่มีลักษณะเป็นโดมความร้อน หรือ Heat island ทั้งจากมลภาวะทางอากาศ ไอเสียรถยนต์ ความร้อนที่ปล่อยจากอาคารสำนักงาน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้พื้นที่ กทม.มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ จากปัจจัยดังกล่าวยังทำให้พื้นที่ กทม.มีโอกาสเกิดฝนตกมากขึ้น เห็นได้จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณฝนตกชุกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการยกตัวของมวลอากาศที่ปะทะกับโดมความร้อน ส่งผลให้ฝนตกมากขึ้น ส่วนภาวะโลกร้อนจะเป็นสาเหตุของฝนตกชุกหรือไม่ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกัน
ดร.อานนท์กล่าวว่า นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือ เรื่องน้ำท่วมขัง เนื่องจากหากเกิดภาวะโลกร้อน ย่อมส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ประกอบกับน้ำเหนือของฤดูฝน และน้ำทะเลหนุนตามธรรมชาติ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้พื้นที่ใน กทม.ซึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เกิดการท่วมขังมากกว่าที่เคยเป็นในหลายย่าน อาทิ ถนนสุขุมวิท ถนนบางนา-ตราด ถนนศรีนครินทร์ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ฝั่ง จ.สมุทรปราการ
เรื่องพวกนี้จะสร้างความเสียหาย และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คน สิ่งสำคัญต้องเตรียมการจัดการปัญหาให้ดี ควรมีการจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำให้พอเพียง และมีทางระบายน้ำออกให้ทันท่วงที ดร.อานนท์กล่าว
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
