เตรียมประกาศจังหวัดเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวเพิ่ม 12 จังหวัด รวม กทม. กำหนดการก่อสร้างอาคารสูงตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไป ต้องออกแบบโครงสร้างรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว หลังจากกรมธรณีแสดงความเป็นห่วงอาคารสูงกทม.ไม่ออกแบบรองรับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการรับมือเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ กทม. หลังพบรอยเลื่อนใต้ กทม. ซึ่งเกิดจากเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศอินโดนีเซียว่า ขณะนี้ กทม.มีการตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ หลังจากเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อปี 2547 โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ เช่น รศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย คอยให้คำปรึกษา รวมถึงเชิญผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ประกอบการในพื้นที่สูงมาร่วมประชุมสัมมนา ซึ่งที่ประชุมมีการเสนอให้รวมพื้นที่ กทม.เข้าเป็นพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว และทราบว่าขณะนี้เรื่องอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ขณะที่กฎกระทรวงแผ่นดินไหวยังไม่ประกาศใช้ ในส่วนของ กทม.โดยนางบรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้จัดสัมมนาเรื่องการป้องกันภัยจากเหตุแผ่นดินไหวให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ที่อยู่ในอาคารสูง ซึ่งเจ้าหน้าที่จากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) ของ กทม. จะเข้าไปให้คำแนะนำในการป้องกันและปฏิบัติตนเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว อีกทั้ง กทม.ยังมีศูนย์แจ้งเตือนภัย เพื่อสื่อสารให้ประชาชนรับทราบกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ ด้วย แต่หากกฎกระทรวงประกาศใช้แล้ว ก็จะรวมพื้นที่ กทม.เข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว ซึ่งจะทำให้อาคารสูงตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไปที่จะขออนุญาตก่อสร้างต้องออกแบบโครงสร้างให้มีระบบรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวเพิ่ม
ทั้งนี้ พื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวในประเทศไทยที่ได้กำหนดไว้เดิม มีทั้งสิ้น 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก กาญจนบุรี และเชียงใหม่ ซึ่งกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ จะมีการเพิ่มพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวอีก 12 จังหวัด แบ่งเป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร พังงา ภูเก็ต ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี ส่วนอีก 5 จังหวัด ได้แก่ กทม. ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และนครปฐม ซึ่งขณะนี้กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างออกประกาศ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้เร็วๆ นี้
กรมธรณีห่วงอาคารสูงกทม.ไม่ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว
นายทศพร นุชอนงค์ ผู้อำนวยการกองวิทยาสิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี ขณะนี้ครม. ได้เห็นชอบ ตามที่กรมโยธาธิการและการผังเมือง เสนอให้เพิ่มเติมกฎกระทรวงว่าด้วยการก่อสร้าง อาคารในเขตพื้นที่ที่อาจได้รับแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ กฤษฎีกา ที่จะต้องมีการออกแบบอาคารให้สามารถรองรับผลกระทบจากแผ่นดินไหว โดยได้แบ่งออก เป็น 3 พื้นที่ ได้แก่ โซนที่ 1 หมายถึงบริเวณที่เป็นชั้นดินอ่อนและจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ระยะไกล ซึ่งประกอบด้วยกทม. นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการและสมุทรสาคร โซนที่ 2 หมายถึง บริเวณที่อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนในเขตภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี ลำปาง ลำพูน ตาก น่าน แพร่ พะเยา กาญจนบุรี และโซน ที่ 3 เป็นพื้นที่เฝ้าระวังในเขตภาคใต้ 7 จังหวัด คือ กระบี่ ชุมพร ภูเก็ต สุราษฎร์ พังงา ระนอง และ สงขลา อย่างไรก็ตาม กรณี 10 จังหวัดในโซนที่ 2 มีการบังคับใช้ตามกฎหมายแล้ว โดยต้องออกแบบ อาคารบ้านเรือนรองรับผลกระทบของแผ่นดินไหวที่จะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างของอาคาร
ส่วนพื้นที่อื่นๆที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ก็เริ้มมีการคุยในวงการวิศวกรรมว่าจะต้องเริ่มในส่วนของอาคาร สาธารณะเช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สะพาน เป็นมาตรการทางสังคมจนกว่ากฎกระทรวงว่าจะมีผล บังคับใช้
ดร.วรวุฒิ ตันติวานิช ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีที่นักวิชาการ จากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ระบุว่าการเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเล นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา ขนาด 8.4 ริกเตอร์ เมื่อวัน ที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมาอาจส่งผลต่อรอยเลื่อน สุมาตรา และรอยเลื่อนสะแกงที่อยู่บนแผ่นดินให้เกิดการขยับตัวว่า ไม่เห็นด้วยกับการแปลความหมาย แบบนี้ เพราะพฤติกรรมของรอยเลื่อนแตกต่างกัน จึงไม่มีความสัมพันธ์กันได้เลย เนื่องจากรอยเลื่อนที่ ทำให้เกิดแผ่น ดินไหวเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.47 และวันที่ 12-13 ก.ย.50 เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่น เปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลีย มุดตัวใต้แผ่นเปลือกโลก ซึ่งเป็นรอยเลื่อนย้อนเพราะเคลื่อนที่แบบขึ้นลง
ขณะที่รอยเลื่อนสุมาตราและสะแกงจะเป็นรอยเลื่อนแบบขนาน นอกจากนี้แรงส่งไม่ได้ส่งไปใน ทิศทางเดียวกันที่จะทำให้รอยเลื่อนบนบกทั้งสองรอยเกิดการเคลื่อนที่ได้ จึงไม่สามารถต่อกันได้ โดยเฉพาะแนวรอยเลื่อนสุมาตรานั้นอยู่กลางเกาะ
ดร.วรวุฒิ กล่าวว่า สำหรับความเสี่ยงของกทม.ต่อกรณีแผ่นดินไหวนั้นมาจาก 3 แหล่งคือ แผ่นดิน ไหวขนาดใหญ่นอกเขตไทยขนาด 7-8 ริกเตอร์ เช่น กรณีการเกิดที่เกาะสุมตรา กทม.ก็รู้สึกถึง แรงสั่นไหว เช่นเดียวกับรอยเลื่อนสะแกงของพม่า อยู่ห่างจากกทม.ประมาณ 400 ก.ม. ส่วนแหล่งที่ 2 แผ่นดินไหวจากแนวรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ และศรีสวัสดิ์ เพราะเป็นรอยเลื่อนใกล้กทม.ราว 200 กม.หากไหว ขนาดกลาง 5-6 ริกเตอร์ ก็สร้างความเสียหาย และสุดท้ายแผ่นดินไหวจากแนวรอยเลื่อน ทางทิศใต้ของกทม. เอง ประเมินว่าขนาดเล็กและปานกลาง ระดับ 4.5-5 ริกเตอร์ก็จะส่งผลกระทบขึ้น ได้ เนื่องจากปัจจัยที่กทม.เป็นชั้นดินอ่อนจะขยายแรงเพิ่มอีก 2-3 เท่า
กรณีของรอยเลื่อนด้านใต้กทม.นั้น จากสถิติย้อนกลับไป 60ปียังไม่มีสัญญาณว่ามีแผ่นดิน ไหว แต่ เนื่องจากกทม.เป็นเมืองหลวงเป็นพื้นที่ที่มีก่อสร้าง และตึกและอาคารสูงมาก แม้จะเสี่ยงต่อการเกิด แผ่นดินไหวน้อยก็ต้องศึกษา โดยขณะนี้มีการจัดสรรงบจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อหาให้แน่ใจว่าแนวรอย
เลื่อนอยู่ตรงไหน ซึ่งข้อมูลแผนที่จุดสำรวจจะแล้วเสร็จช่วงเดือนต.ค.นี้ จากนั้น ต้นปี 2551 จึงจะลง ไปเจาะเก็บตัวอย่างทางธรณีวิทยาเพื่อดูสถิติการการเคลื่อนตัวต่อไป
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันมี การก่อสร้างอาคารสูง และคอนโดมีเนียมบริเวณใจกลาง กทม.ค่อนข้างมาก จึงอยากให้เจ้าของ โครงการมีจิตสำนึกในการออกแบบ และสร้างอาคารที่รองรับแผ่นดินไหวได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการเพิ่มใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคารของกรมโยธาธิการและผังเมือง
สำหรับกรณีที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ไม่ได้ประกาศเตือนภัยชาวบ้านนั้น ดร.วรวุฒิ กล่าวว่า ถ้า ภาครัฐให้ความรู้กับประชาชน และสร้างความเข้าใจว่าแผ่นดินไหวในทะเลทุกครั้งไม่ได้แปลว่าจะเกิดสิ นามิ รวมทั้งศูนย์ควรจะมีมาตรการว่าจะแจ้งประชาชนได้อย่างไร ตามความเหมาะสมของเวลา ไม่ใช่รอ จนแน่ใจว่ามี หรือไม่มีสึนามิแล้วเตือน เนื่องจากชาวบ้านที่เคยมีประสบการณ์จาก 3 ปีที่แล้วเมื่อรับรู้ถึง แรงสั่นสะเทือน ประ กอบกับข่าวสารที่เข้าถึงชาวบ้านแล้วว่ามีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ จึงต้องอพยพหนีเพื่อความปลอดภัยของตัวเองขณะที่ ศูนย์เตือนภัยไทย กลับไม่ให้ข่าวสารที่จำเป็นในพื้นที่เกี่ยวข้อง
ประชาชนเลยสับสน ซึ่งเรื่องนี้ไม่โทษประชาชนที่แตกตื่น แม้ว่าศูนย์จะเชื่อมั่นว่าจากระยะทางจากจุด เกิดเหตุแผ่นดินไหว และสถานการณ์จะไม่ส่งผลให้เกิดสึนามิมาถึงไทยก็ตาม แต่ก็จำเป็นต้องแจ้งให้ ประชาชนรู้เป็นระยะๆ ซึ่งตรงนี้เป็นช่องว่างที่ศูนย์ฯต้องนำไปปรับปรุง การเตือนภัย
แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือว่าโชคดีเพราะว่าเป็นการขยับทีละรอบคือ ระดับ 8.4 ริกเตอร์ 7.8 และขนาด 7.2 ริกเตอร์ใกล้เคียงกัน ซึ่งแสดงว่าการปลดปล่อยพลังงานหรือการเคลื่อนที่ 3 ขยับ แต่หากสะสมรวมกัน แล้วขยับเพียงครั้งเดียว เชื่อว่าผลกระทบจะแรงมาก และส่งผลให้เปลือกโลกยกสูง และอาจเกิดสึนามิ
ที่มีความรุนแรง ซึ่งลักษณะของการขยับตัวของเปลือกโลกก็ปลดปล่อยไปในทิศทางเดียวกันคือทาง เหนือของเกาะสุมาตรา ดร.วรวุฒิ กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
