โดย ชลธิดา ภู่ระหงษ์ chontida_pla@yahoo.co.สาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea) หรือ เกาหลีใต้ ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่พัฒนาแล้วของโลก มีเศรษฐกิจเจริญเติบโตเทียบเท่าสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ ฯลฯ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะเดินทางไปศึกษาดูงานท่อง แดนโสม อยู่เป็นประจำ
โดยในระหว่างวันที่ 7-11 กันยายนที่ผ่านมา นายชนินทร์ รุ่งแสง โฆษก กทม. พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักการโยธา (สนย.) กทม. ได้นำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงานเรื่อง การจัดการระบบจราจร ณ กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลี ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีระบบจราจรดีเยี่ยม
เกาหลีใต้ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี มีเส้นขนานที่ 38 แบ่งกั้นระหว่างเกาหลีใต้ กับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) มีพื้นที่ 99,392 ตร.กม. หรือประมาณร้อยละ 45 ของพื้นที่คาบสมุทรเกาหลี (พื้นที่ที่เหลืออีก ร้อยละ 55 เป็นของเกาหลีเหนือ) มีประชากร 48.2 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นประชากรในกรุงโซล ประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมด
ปัญหาการจราจรแออัด จึงเป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่กรุงโซลต้องเร่งแก้ไขเพราะแต่ละวันมีปริมาณรถยนต์วิ่งในท้องถนน มากถึงวันละ 3.15 ล้านคัน เฉลี่ยวิ่งวันละ 9.04 ล้านเที่ยว ปัญหาที่เกิดขึ้น กรุงโซลต้องใช้เวลาในการศึกษาวิธี รูปแบบที่เหมาะสมอยู่นานถึง 2 ปีเต็ม จนกระทั่งใน ค.ศ.2004 ได้คลอด (Seouls Road Network) โครงข่ายถนน โดยจะไม่เน้นการสร้างถนนใหม่ที่ไม่จำเป็น แต่แบ่งโครงข่ายถนนใหม่ออกเป็น 3 สายหลัก คือ ถนนวงแหวนชั้นนอก ถนนวงแหวนชั้นใน และถนนเลียบแม่น้ำฮัน ซึ่งเปรียบได้กับแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ
การจัดระบบการจราจร ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาการจราจรติดขัด โดยมี ระบบขนส่งมวลชน เป็นระบบที่กรุงโซลให้การสนับสนุนมากกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล เพราะนอกจากจะประหยัดแล้ว ยังช่วยลดปริมาณรถยนต์ในท้องถนนได้มากกว่าครึ่ง ทำให้การจราจรคล่องตัวเร็วขึ้น
การบริหารงานที่รวมศูนย์อยู่ภายใต้อำนาจของเมือง จึงทำให้บริหารระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แตกต่างจากกรุงเทพฯ ที่การบริการงานเป็นแบบแยกส่วน และระบบสาธารณูปโภคทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลกลางที่ไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าฯกทม. !!!
รถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์ เป็นระบบขนส่งมวลชนหลักที่ถูกจัดระเบียบใหม่ ในถนนทุกสายจัดให้มีช่องจราจรพิเศษสำหรับรถเมล์ หรือ บัส เลน อาจจะอยู่ช่องขวาสุด หรือเกาะกลางถนน ตีเส้นช่องจราจรเป็นสีฟ้า หรือบางช่วงเป็นช่องทางวิ่งของรถเมล์ด่วนพิเศษ (Bus Rapid Transit : BRT) ถมพื้นถนนเป็นสีแดงเห็นชัดเจน รถยนต์ประเภทอื่นไม่สามารถเข้ามาวิ่งในช่องบัส เลนได้โดยเด็ดขาด และประชาชนที่กรุงโซลก็ไม่มีใครฝ่าฝืนกฎระเบียบในข้อนี้ เพราะกฎหมายมีบทลงโทษรุนแรง
การจัดระบบรถเมล์ใหม่ (Bus Management System : BMS) ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ รถสีเขียว วิ่งในระยะทางสั้นๆ เฉพาะในเขตธุรกิจ (Central Business District : CBD) ไม่ต่ำกว่า 10 กม. รถสีน้ำเงิน วิ่งให้บริการ ไม่ต่ำกว่า 20 กม. และสีแดง วิ่งให้บริการระยะทางไกลระหว่างเมือง ไม่ต่ำกว่า 30 กม. ในกรุงโซล มีรถเมล์ทั้งหมด 60 สาย นอกจากจะแยกสีรถแล้วยังใช้ระบบตัวเลขบอกชื่อสายด้วย ซึ่งทั้งหมดช่วยให้ประชาชนสังเกตได้ง่าย สะดวกยิ่งขึ้น และลดการวิ่งรถทับซ้อนเส้นทาง
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อตั้งเป็น Transport Operation & Information Service : Seoul TOPIS เป็นศูนย์ข้อมูลและสั่งการการจราจร มีหน้าที่ตรวจสอบการจราจรและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับรถเมล์โดยเฉพาะเพื่อให้รถเมล์มีความคล่องตัว มีเจ้าหน้าที่ประจำที่ศูนย์สั่งการฯตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบการทำงาน เน้นประสิทธิภาพของกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่แสดงผลแบบ Real time ซึ่งมีมากถึง 400 กว่าตัวตามทางแยก สัญญาณไฟ หรือป้ายจราจรต่างๆ เพื่อตรวจจับรถยนต์อื่นที่ฝ่าฝืนมาวิ่งช่องบัส เลน จะถ่ายภาพรถ ป้ายทะเบียนเก็บไว้เป็นหลักฐาน และออกใบสั่งส่งไปยังบ้านของเจ้าของรถทันที ทำหน้าที่คล้ายตำรวจจราจรบ้านเรา มีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท และหากจอดรถยนต์ในที่ห้ามจอดนอกจากปรับเงินแล้ว ต้องถูกยึดรถยนต์ด้วย โดยเสียค่าเฝ้ารถอีกวันละ 2,000-3,000 บาท
ขณะที่รถเมล์ทุกคัน และป้ายรถเมล์ทุกป้าย จะติดตั้งระบบ GPS : Global Positioning System แสดงตำแหน่งด้วยดาวเทียม TOPIS จะสามารถตรวจสอบตารางการวิ่งรถ ตำแหน่ง และระยะเวลาที่รถจะวิ่งไปถึงจุดหมาย ซึ่งหากมีอุปสรรคหรือปัญหาพนักงานขับรถหรือ TOPIS สามารถสื่อสารข้อมูลถึงกันได้ทันที การทำงานคล้ายกับโครงการรถเมล์อัจฉริยะที่ กทม. เคยมีแนวคิดจะทำแต่ต้องล้มเลิกไป
หลังจากเปลี่ยนระบบจราจรใหม่ พบว่า คนโซลพึงพอใจมากถึง ร้อยละ 86.2 จากเดิมพอใจเพียง ร้อยละ 23.7 ทำให้ลดเวลาในการเดินทางลง รถเมล์จากเดิม วิ่งได้ชั่วโมงละ 18 กม. เพิ่มเป็น 30 กม. ส่วนรถยนต์ทั่วไป เดิมวิ่งได้ชั่วโมงละ 18.8 กม. เพิ่มเป็น 21.6 กม. แถมยังช่วยลดอุบัติเหตุในถนนด้วย จากเดิมมีอุบัติเหตุวันละ 2,730 ครั้ง ลดลงเหลือเพียงวันละ 12 ครั้ง
นอกจากความรวดเร็วเพิ่มขึ้นแล้ว กรุงโซล ยังมีระบบจูงใจให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนเพิ่มมากขึ้น คือ การลดค่าโดยสาร ที่นี่นิยมใช้ระบบบัตรเติมเงินแทนเงินสด เรียกว่า T-Money เป็นระบบตั๋วร่วมที่บ้านเราอยู่ระหว่างการศึกษา บัตรโดยสาร 1 ใบ ใช้สารพัดอย่าง ทั้งค่ารถเมล์ รถไฟฟ้า แท็กซี่ หรือซื้อของในร้านสะดวกซื้อ แถมยังจ่ายในราคาถูกกว่าใช้เงินสด
หากโดยสารรถเมล์ หรือรถไฟฟ้ามาแล้ว 1 รอบ และเชื่อมต่อเข้าระบบขนส่งมวลชนอื่นภายในเวลา 30 นาที หลังจากลงรถระบบแรก หากโดยสารต่อในระยะทางไม่เกิน 10 กม. จะโดยสารฟรี แต่ถ้าหากเกิน 10 กม. จะคิดราคาทุกๆ 5 กม. จ่ายเพิ่มเพียง 100 วอน (คิดเป็นเงินไทยราว 4 บาท) ภายใน 1 วัน สามารถเดินทางด้วยวิธีดังกล่าวได้มากถึง 4 ครั้ง
วิสัยทัศน์ การตัดสินใจที่เฉียบขาด การกระจายอำนาจอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร รอคอย ประชาชนก็ต่างหวังว่า วันหนึ่ง เราจะมีระบบการจราจรที่ดีช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้าง
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
