คอลัมน์ โครงร่างตำนานคนโดย การ์ตอง
เริ่มต้นไม่สำคัญเท่าจุดจบ ลับโลกในเสียงสรรเสริญหรือนินทา ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ นำทีม สนช.ที่เกิดอาการต่อมจริยธรรมบวมเป่งเปิดสภาไล่ถล่ม ครม.ขิงแก่ ไล่ตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรีลงมา กะว่าจะฟัดให้เสียผู้เสียคนในช่วงสุดท้ายของการบริหารประเทศ
แต่ผลที่ไม่ได้สมปรารถนานัก เพราะส่วนใหญ่ ขุดเรื่องเก่า เอามาเล่าใหม่ ไม่มีอะไรให้คนฟัง ซี้ด
แต่เพราะ สนช.จริยธรรมขึ้นหน้า มี พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เป็นโต้โผสำคัญอยู่ด้วย ผลการดำเนินการรอบนี้จึงพลิกกลับ ชนิด ฝุ่นตลบ
การซักฟอกรัฐบาล เป็นที่รู้กันว่า ที่คาดหวังนั้นไม่ใช่ผลในสภา ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เคยผ่านมา คนที่อภิปรายล้วนหวังว่าประเด็นที่ตัวเองเปิดไป จะเป็นกระแสต่อเนื่องให้เกิดการถล่มต่อหมู่ประชาชนทั่วไป
ที่ผ่านมารัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายด้วยประเด็นหนัก ส.ส.ในสภาส่วนใหญ่ยกมือให้ผ่านทั้งนั้น แต่ที่อยู่ไม่ได้ ต้องถูกกดดันให้ลาออกเพราะกระแสประชาชนไม่ยอมรับหลังถูกอภิปราย
แต่การอภิปรายภายใต้การนำของ น.ต.ประสงค์ เที่ยวนี้ กลับไม่มีกระแสกดดันให้ใครในรัฐบาลลาออก ซ้ำยังดูเหมือนว่า ต่างช่วยกันเป็นกำลังใจให้ พล.อ.สุรยุทธ์สู้ต่อไป ด้วยห่วงว่าหากถอยไปในสถานการณ์นี้ จะกระทบให้การเลือกตั้งซึ่งกำหนดไว้แล้วว่าจะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ต้องเลื่อนออกไป
การกลับคืนสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นความหวังของประชาชนส่วนใหญ่
สรุปการซักฟอกจริยธรรมเที่ยวนี้ รัฐบาลไม่สะเทือนเท่าไร แต่ที่กลายเป็นกระแสต่อเนื่องคือ ข้อมูลใหม่ที่โยงเข้าหา พล.ร.อ.บรรณวิทย์
เป็นประเด็นที่เกิดจากฝีมือ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หนึ่งใน สนช.ที่สวมเสื้อ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าสำนังานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
พล.อ.สมเจตน์ เป็นเพื่อนเรียน วปอ.รุ่น 41 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ประธาน คมช.ในปัจจุบัน เข้ามาอยู่ใน คมช.ในสายของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเลขาธิการ คมช.
เพราะคุมงบประมาณของกระทรวงกลาโหม เมื่อ พล.อ.สมเจตน์เปิดผลประกอบการขององค์การแบตตารี่ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงกลาโหมออกมา จึงเป็นข้อมูลที่หนักแน่นอย่างยิ่ง
เมื่อเป็นผลประกอบการในช่วงที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์เข้าไปเป็นประธานคณะกรรมการบริหารองค์การแบตตารี่ ในช่วงเดือนธันวาคม 2547 ถึงธันวาคม 2549 ส่งผลให้ผลประกอบการซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543-2547 กำไรเฉลี่ยปีละ 16 ล้านบาท บางปีกำไรมากถึง 30 ล้านบาท ต้องกลายมาเป็นขาดสภาพคล่องในปี 2548-2549
ข้อมูลของ พล.อ.สมเจตน์ยังละเอียดยิบถึงวิธีการดำเนินการที่ บอร์ดชุด พล.ร.อ.บรรณวิทย์ให้เงื่อนไขพิเศษกับบริษัทเอกชนอย่างชวนให้สงสัย แถมยังรับผู้บริหารเกินกว่าที่ได้รับอนุมัติจากบอร์ด เลยไปถึงการแก้ไขบันทึกการประชุมบอร์ด
ทั้งหมดส่งผลให้องค์การแบตตารี่ที่เคยทำกำไรกลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีหนี้สิน
แม้ พล.อ.สมเจตน์จะพยายามไม่สรุปว่านี่เป็นความผิดปกติอย่างมีเงื่อนงำ แต่ประชาชนที่ได้รับฟังข้อมูลนี้ย่อมรู้สึกได้ว่า นี่เป็นการตีแสกหน้า พล.ร.อ.บรรณวิทย์
ตีแสกหน้าในขณะที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์กำลังอยู่ในอาการต่อมจริยธรรมทำงานเต็มที่
เป็นการตีแสกหน้าที่ก่อให้เกิดคำถามขึ้นในใจประชาชนว่า เรื่องราวอย่างนี้เกี่ยวกับจริยธรรมหรือไม่
ว่าไปนี่ไม่ใช่บทบาทครั้งแรกของ พล.อ.สมเจตน์ ที่เดินใส่ กลุ่มผู้มีปัญหากับรัฐบาลแบบเอาให้แหลกกันไปข้าง
ก่อนหน้านั้น เมื่อ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ทำท่าจะมีปัญหาเมื่อถูกเด้งจากรองปลัดกระทรวงกลาโหมไปเป็นประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม พล.อ.สมเจตน์คนเดียวกันนี้ ได้ออกมาเป็น ตัวชน มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ วิจารณ์รัฐบาลการแต่งตั้งเจ้ากรมพลังงานทหาร
แรงขนาดสั่งสอนกันเลยว่า ในการทำงานคนดีต้องคบคนดี คนเลวจะคบคนเลว บางคนเอาคนเลวมาเป็นที่ปรึกษาผลงานจะออกมาดีหรือเลว
เชื่อว่าหลังจากนี้ แม้การอภิปรายญัตติจริยธรรมรัฐบาลจะไม่ได้ผลอย่างที่คาดไว้ แต่ความเคลื่อนไหวของ สนช.กลุ่มนี้ น่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องในการถล่มใส่รัฐบาล
เพียงแต่ว่า การไล่ถล่มคงเดินหน้าตะลุยไปอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว เพราะ พล.อ.สมเจตน์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พร้อมที่จะเล่นบท ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
การเมืองไทยพัฒนามาจึงจุดที่การตรวจสอบจริยธรรมกลายเป็นอาวุธสำคัญในการทำลาย
จึงน่าสนใจยิ่งว่า ระหว่าง สนช.กลุ่มนี้ กับ พล.อ.สมเจตน์
ใครจะมีฝีมือในการใช้อาวุธที่เรียกว่าจริยธรรมได้เหนือกว่ากัน
หน้า 4
ข้อมูลจาก มติชน
