ปีเดียวพัง"บรรณวิทย์" บุกสนามบินสุวรรณภูมิสอบความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา พบผ้าใบคลุมหลังคาใช้ไปเพียง 1 ปี กลับชำรุดฉีกขาด ด้านเกียรติระบุ ผ้าใบคลุมหลังคาไม่ได้มาตรฐาน ต้องซ่อมใช้เงินกว่า 2,000 ล้านบาท เตรียมยื่นดีเอสไอเอาผิดผู้เกี่ยวข้องพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามกรแก้ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)พร้อมคณะได้เดินทางไปตรวจสอบความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสนามบิน โดยมีนายฉัตร หาญพัฒนนันท์ รองผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทอท.)และผู้บริหารให้การต้อนรับ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯได้ไปตรวจสอบระบบไฟฟ้าที่เคาเตอร์เช็คอิน ไฟฟ้าตามทางเดินที่มีความสว่างไม่เพียงพอ ห้องน้ำ กระเบื้องที่ชำรุด การปรับปรุงพื้นที่ร้านค้าของบริษัทคิงพาวเวอร์ หลังคาผ้าใบ ที่อาคารผู้โดยสารนอกจากนี้ยังได้ไปตรวจสอบการซ่อมแซมรันเวย์ที่ร้าว อาคารขนส่ง ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการไปตรวจสอบพล.ร.อ.บรรณวิทย์ มีความพอใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นแต่ก็ได้ตั้งข้อสังเกตในส่วนของประตูเข้า-ออก ในอาคารผู้โดยสาร ซึ่งการปิดประตูตายในหลายประตู ซึ่งอาจสร้างความไม่สะดวกให้กับผู้โดยสารที่เดินเข้า-ออก สนามบิน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่า ประตูที่เปิดให้ผ่านเข้า-ออก มีมากเกินไป มีปัญหาเรื่องการรักษาความปลอดภัยจึงจำเป็นต้องปิดประตูบางส่วน ซึ่งจะทำให้การรักษาความปลอดภัยสามารถควบคุมได้ ในส่วนของการตรวจสอบผ้าใบคลุมหลังคาชั้นในของอาคารท่าเทียบเครื่องบินพบว่า มีการชำรุดในหลายจุด ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะที่ฉีกขาด เป็นรู ซึ่งกรรมาธิการฯคน ตั้งข้อสังเกตว่า ผ้าใบที่นำมาใช้ผิดสเปก จึงฉีกขาดเร็วทั้งๆที่ใช้งานไปได้เพียงแค่ 1 ปี
พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวภายหลังการตรวจสอบว่า การแก้ไขปัญหาต่างๆดีขึ้นเป็นที่พอใจแต่ก็ยังมีหลายจุดที่ต้องปรับปรุงเช่น ทางเดินทางที่ชำรุด หลังคาผ้าใบชั้นในฉีกขาด และมีการแอ่นตัว ตัวยึดระหว่างหลังคาผ้าใบและโครงเหล็กเริ่มฉีกขาดเนื่องจากการทักทอที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งทางการท่าฯจะต้องปรับปรุงแก้ไขโดยเร็วไม่เช่นนั้นจะมีปัญหามาก นอกจากนี้ปัญหาใหม่ที่พบคือ การเช็คอินของผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ต้องเปลี่ยนเครื่องบินมีน้อย จึงใช้เวลาในการเช็คอินนาน ซึ่งตนได้บอกให้ทางการท่าฯแก้ไขโดยเร็วแล้ว
นายเกียรติ สิทธิอมร อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาหลังคาผ้าใบของอาคารผู้โดยสาร ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า วัสดุไม่ตรงกับสเปกที่ระบุไว้ในสัญญาจึงต้องมีการเปลี่ยนสเปกของหลังคาผ้าใบ แต่กลับไม่มีการเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ออกแบบแล้ว ยังมีการจ้างผู้ออกแบบเดิมเป็นเงินถึง 285 ล้านบาท มาอนุมัติแบบใหม่ภายหลังจากผู้รับเหมาได้แก้ไขสเปกอีกด้วย ซึ่งในขั้นตอนการอนุมัติยื่นแบบและการก่อสร้างมีความรวดเร็วมากภายหลังการประชุมนัดพิเศษระหว่างอดีตรมว.คมนาคมในสมัยนั้นและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของรมว.คมนาคม และในการติดตั้งก็ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพของวัสดุก่อน และแม้ว่ามีการติดตั้งไปแล้วกว่า 30 % แต่มีผลแล็ปออกมาว่าไม่ได้มาตรฐานผู้เกี่ยวข้องก็ไม่มีการระงับการติดตั้ง
นายเกียรติ กล่าวว่า เมื่อมีการติดตั้งเสร็จแล้วทางทอท.มีคำสั่งให้เปลี่ยนผ้าใบชั้นในทั้งหมดจาก 96 เบย์เป็น 108 เบย์ ซึ่งเป็นคำสั่งที่ช้าร่วมปีหลังรับทราบว่าวัสดุผ้าใบที่ติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนหลังคาผ้าใบเพียง 17 เบย์เท่านั้น ซึ่งผลจากการที่วัสดุไม่ได้มาตรฐานผิดสเปกทำให้หลังคาผ้าใบเริ่มเปลี่ยนสีและฉีกขาด มีปัญหาด้านความร้อนมากขึ้น ทางอนุกรรมาธิการฯ เห็นว่า จะต้องมีการเปลี่ยนผ้าใบทั้งชั้นกลางและชั้นใน ซึ่งบริษัทไอทีโอ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นผู้รับเหมา ส่วนความเสียหายเบื้องต้นที่ประเมินไว้สำหรับการเปลี่ยนหลังคาผ้าใบทั้ง 2 ชั้น อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้อนุกรรมาธิการจะยื่นเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เพื่อเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดต่อไป
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
