เปิดสำนวน ป.ป.ช.ชี้มูลฟัน 'เจ๊ฉอด-สายทิพย์' ดีเจดัง พัวพันทุจริตประมูลวิทยุทหาร ขณะที่ '2 บิ๊กทหาร' ผิดอาญา ตามม.157 ผิดวินัยร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ ยัดไส้ 'บ.จีเอ็มเอ็ม' ได้สิทธิ์คลื่น 94.5ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา ได้มีมติในคดีกล่าวหา อดีตเจ้ากรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก กับพวก ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ช่วยเหลือให้บริษัทจีเอ็ม เอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาเป็นผู้มีสิทธิ์สั่งโฆษณา (เช่าเวลา) ของสถานีวิทยุกระจายเสียงจเร ทหารสื่อสาร 1 เอฟ.เอ็ม 94.5 เมกกะเฮิรตซ์ ดังนี้
1.พ.อ.วิษณุ โสพจน์ ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กรมทหารสื่อสาร ผู้นำเอกสารการประมูลเช่าเวลาวิทยุฯ ไปเปลี่ยนโดยเพิ่มชื่อบริษัท จีเอ็มเอ็มมีเดีย ทุจริตต่อหน้าที่ ผิดวินัยร้ายแรงปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (โทษจำคุก1-10 ปี) และมาตรา 161 (เจ้าพนักงานปลอมแปลงเอกสาร)
2.นางสายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา (หรือ เจ๊ฉอด ดีเจชื่อดัง) กรรมการผู้จัดการ จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ผู้จัดทำหนังสือเสนอราคา ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2546 เพื่อรองรับการทุจริตของเจ้าหน้าที่กองทัพบก ทั้งๆ ที่มิได้เข้าประกวดราคาจริง มีความผิดตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมตรา 86 (ผู้ช่วยเหลือหรือสนับสนุนในการกระทำผิด รับโทษ 2 ใน 3 สำหรับความผิดที่ได้ช่วยเหลือ)
3.พล.อ.นิพนธ์ ธีระพงษ์ อดีตเจ้ากรมการทหารสื่อสาร คนที่ 2 (ขณะถูกกล่าวหามียศเป็น พล.ต.) มีพฤติการณ์ช่วยเหลือ จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จนได้ออกอากาศได้ครบเวลา 1 ปี มีมูลกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
4.พล.ท.ชรินทร์ มักกรดิน อดีตเจ้ากรมการทหารสื่อสาร คนแรก มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ มีมูลความผิดวินัยและอาญา แต่ถึงแก่กรรม จึงงดชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 39 (1)
สำหรับรายละเอียดของคดีดังกล่าวคือ คณะอนุกรรมการไต่สวนได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเสร็จแล้วปรากฏข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กองการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์กรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก ประกาศประกวดราคาสั่งโฆษณา (เช่าเวลา) สถานีวิทยุกระจายเสียในเครือกิจการวิทยุกระจายเสียง จส.จำนวน 7 สถานีลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2546 ซึ่งมีสถานีวิทยุ จส.1 เอฟ.เอ็ม 94.5 เมกกะเฮิรตซ์ รวมอยู่ด้วย
ทั้งนี้ กำหนดให้ยื่นซองประกวดราคาวันที่ 26 สิงหาคม 2546 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ เสนอราคาและเปิดซองประกวดราคาวันที่ 27 สิงหาคม 2546
ต่อมากองการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ได้รายงานผลการคัดเลือกผู้สั่งโฆษณา ลงวันที่ 23 กันยายน 2546 ถึงเจ้ากรมการทหารสื่อสาร สรุปว่า สถานีวิทยุ จส.1 เอฟ.เอ็ม 94.5 เมกกะเฮิรตซ์ มีผู้ยื่นซองประกวดราคา 2 รายและบริษัท 'บ.' ซึ่งเป็นบริษัทที่รับจัดรายการวิทยุแห่งหนึ่ง ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้สั่งโฆษณาโดยเสนอราคา 1,235,850 บาท
เจ้ากรมการทหารสื่อสาร (จก.สส.) ได้รายงานให้ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมกองทัพบก ตามบันทึกลงวันที่ 28 ตุลาคม 2546 รับทราบโดยผลการพิจารณาคัดเลือกผู้สั่งโฆษณาทางสถานีวิทยุในเครือกรมการทหารสื่อสารประจำปี 2547 มีรายชื่อบริษัท 'บ.' ได้รับการคัดเลือกอยู่ด้วย
แต่ในระดับการนำเสนอ ผบ.ทบ.รับทราบ ปรากฏว่า พ.อ.วิษณุ ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กรมการทหารสื่อสาร ได้นำเอกสารไปเปลี่ยน โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น ระบุว่า มีผู้เข้ายื่นซองประกวดราคา 3 ราย โดยเพิ่มบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย.เข้ามาอีก หนึ่งราย เสนอราคา 1,444,500 บาท
เมื่อ ผบ.ทบ. รับทราบผลการประกวดราคาตามเอกสารหลักฐานดังกล่าว และกรมการทหารสื่อสารมิได้ทักท้วง จึงได้มีการทำสัญญากับบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย. โดยสัญญามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547
ต่อมา บริษัท 'บ.' ผู้ได้รับการคัดเลือกครั้งแรก ได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อกองทัพบก จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ผลปรากฏว่า บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย. มิได้เข้าประกวดราคา
สัญญาที่กรมการทหารสื่อสารทำกับบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย.เป็นสัญญาที่มิชอบด้วยกฎหมายและมีคำสั่งให้กรมการทหารสื่อสารยกเลิกสัญญาดังกล่าว โดยให้ทำสัญญาสั่งโฆษณากับบริษัท 'บ.' ผู้ได้รับการคัดเลือกครั้งแรก โดยสัญญาใหม่ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2548
แต่บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย.ไม่ยอมส่งมอบพื้นที่ออกอากาศให้กับบริษัท บ.โดยได้ร้องขอความเป็นธรรมและฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
เมื่อ พล.ต.นิพนธ์ เจ้ากรมการทหารสื่อสารคนใหม่ ได้เข้ารับหน้าที่แทนคนเดิมได้เรียกเจ้าหน้าที่กรมการทหารสื่อสารผู้เกี่ยวข้องไปพบแล้วมีคำสั่งด้วยวาจาให้บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย.ดำเนินการออกอากาศต่อไป กรณีจึงเป็นเหตุให้บริษัท 'บ.' ไม่สามารถดำเนินการออกอากาศตามใบสั่งโฆษณาได้บริษัท 'บ.' จึงร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อกองทัพบกอีกครั้งหนึ่ง
ในครั้งนี้ พล.ต.นิพนธ์.เจ้ากรมการทหารสื่อสาร ได้เสนอเรื่องให้กองทัพบกพิจารณา โดยมีสาระสำคัญว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง จึงยังไม่สมควรดำเนินการหรือมีคำสั่งใดๆ เพื่อให้เกิดผลเสียกับผู้ฟ้องคดี แต่เพื่อความถูกต้องและยุติธรรมกับทุกฝ่าย และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด เห็นควรให้บริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย.ดำเนินกิจการต่อไปจนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษา
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย เห็นควรให้บริษัท 'บ.' เป็นผู้ได้รับสิทธิในการเป็นผู้จัดรายการร่วม เป็นกรณีพิเศษที่สถานีวิทยุกระจายเสียง จส.1เอฟ.เอ็ม 94.5 เมกกะเฮิรตซ์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548
กองทัพบก ได้เห็นชอบกับข้อเสนอของ พล.ต.นิพนธ์ เจ้ากรมการทหารสื่อสารและอนุมัติให้ บริษัท 'บ.' เป็นผู้ได้รับสิทธิในการเป็นผู้จัดรายการร่วม เป็นกรณีพิเศษ ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 โดยบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย.ยังสามารถดำเนินการออกอากาศ (สั่งโฆษณา) ต่อไปได้จนครบกำหนดเวลา ทั้งที่ บริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย. มิได้เข้าประกวดราคา และกองทัพบก ได้สั่งให้ยกเลิกใบสั่งโฆษณาไปแล้ว
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า การกระทำของ พ.อ.วิษณุ ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง และพล.ต.นิพนธ์ เจ้ากรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก (เกณียณอายุราชการ เมื่อปี 2549 ยศ พล.อ. ตำแหน่งที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศกองบัญชาการทหารสูงสุด) เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเป็นความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดย พ.อ.วิษณุ มีความผิดฐานเจ้าพนักงานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ด้วย
นอกจากนี้ กรรมการผู้จัดการบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย. ซึ่งได้ลงนามในหนังสือของบริษัท จ. ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2546 เรื่อง เสนอราคาค่าสั่งโฆษณาสถานีวิทยุจเรทหารสื่อสาร 1 เอฟ.เอ็ม 94.5 เมกกะเฮิรตซ์ ถึงเจ้ากรมการทหารสื่อสาร เพื่อเป็นหลักฐานว่า มีการเสนอราคารองรับการกระทำของ พ.อ.วิษณุ ทั้งที่ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย. มิได้เข้าร่วมเสนอราคาแต่อย่างใด การกระทำของ กรรมการผู้จัดการบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย. จึงเป็น ความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86
ให้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็น ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจ (ศาลอาญา) พิจารณาพิพากษาคดีกับผู้ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 97 ต่อไป
ด้านนางสายทิพย์ หรือ 'เจ๊ฉอด' กล่าวสั้นๆ ว่า ยังมิได้มีการแจ้งเรื่องมาที่บริษัท จึงไม่สามารถพูดอะไรได้
ข้อมูลจาก มติชน
