ปัญหาการฟ้องร้องแพทย์ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาหลายปี ทั้งในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย จนเกิดวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยจากสถิติเรื่องร้องเรียนไปยังแพทยสภาตั้งแต่ พ.ศ.2530-2549 พบว่ามีมากถึง 2,802 กรณี และเป็นการฟ้องร้องกรณีที่รักษาไม่ได้มาตรฐานถึง 1,500 กรณี แต่มีกรณีที่ได้รับการลงโทษแล้วเพียง 320 กรณี หรือ 21.3% ส่วนที่เหลือมีทั้งการพิจารณายังไม่เสร็จสิ้น และคดีไม่มีมูล
เฉพาะในปี 2549 มีเรื่องร้องเรียนที่แพทย์สภากว่า 300 กรณีส่วนใหญ่เรื่องมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ ส่วนสาขาที่ถูกร้องเรียน 3 ลำดับ แรก คือ ศัลยกรรม อายุรกรรม สูตินรีเวช
แม้จะแก้ไขปัญหามาโดยตลอด แต่จนถึงวันนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถลดปัญหาการฟ้องร้องได้เพราะ ความเสียหายจากการรักษาพยาบาล มีอยู่จริงทั้งจากอุบัติการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ความเลินเล่อของผู้รักษา หรือเกิดจากตัวผู้ป่วยเอง
ล่าสุดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย จากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.....ซึ่งปรับปรุงมาจาก ร่าง พ.ร.บ.กองทุนคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ..... ที่มี นพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข เป็นประธานในการร่าง และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...... ที่เขียนโดยคณะทำงานจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ก่อนจะนำเสนอต่อ นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเปิดประชาพิจารณ์ในวันที่ 23 เมษายนนี้ ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต
สาระโดยรวมของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือจัดตั้ง กองทุนคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เพื่อนำเงินในกองทุนมาจ่ายเป็นเงินชดเชยให้แก่ผู้เสียหายหรือทายาท และเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนหรือส่งเสริมการดำเนินงาน เพื่อการพัฒนาระบบความปลอดภัยและป้องกันความเสียหาย แหล่งที่มาของเงินมาจากเงินอุดหนุนที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี สำหรับสถานพยาบาลของรัฐ และของสภากาชาดไทย ส่วนสถานพยาบาลของเอกชนนั้นต้องจ่ายเงินสมทบตามอัตราที่กำหนด
การจ่ายเงินชดเชยนั้น เป็นการจ่ายโดย ไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด ยกเว้นความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินไปตามพยาธิสภาพของโรค ตามปกติธรรมดาของโรคนั้น และความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานสภาวิชาชีพ ความเสียหายที่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการรักษาแล้วไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ ค่าชดเชยในกรณีถึงแก่ความตาย การขาดไร้อุปการะกรณีและมีทายาทที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดู รวมถึงค่าชดเชยเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประกาศของคณะกรรมการ
เงินชดเชย นั้นประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล รวมทั้งค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ และค่าชดเชยในกรณีพิการหรือทุพพลภาพ
จากรายงานของประเทศสวีเดน พบว่าก่อนหน้าที่จะมีกฎหมายคุ้มครองผู้ป่วย The Patient Injury Act เมื่อ 30 ปีก่อน มีผู้เสียหายนำเรื่องฟ้องร้องต่อศาลประมาณ 100 ราย ได้รับการชดเชย แต่หลังจากมีกฎหมาย ผู้ป่วยได้รับการชดเชยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และส่วนใหญ่ ได้รับการชดเชยภายใน 1 ปี โดยประมาณ 50% ได้รับการชดเชยภายใน 6 เดือน แถมค่าใช้จ่ายในการร้องเรียนตามกฎหมายนี้ก็ประมาณ 900-1,000 ยูโร ในขณะที่หากฟ้องศาลจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 22,000 ยูโร และใช้เวลานานหลายปีกว่าจะพิจารณาเสร็จ
Mr.Carl Espersson ที่ปรึกษากฎหมายรับบริการทางการแพทย์และใช้ยา ประเทศสวีเดน ระบุว่า แม้สวีเดนจะมีระบบการจ่ายค่าชดเชยแล้ว แต่ก็ยังมีการฟ้องร้องดำเนินคดีอยู่ แต่ไม่มาก โดยในจำนวน 10,000 รายมีคนไม่พอใจค่าชดเชยประมาณ 1,000 ราย ซึ่งตามระบบจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ โดยจะมีจำนวนคดีขึ้นสู่ชั้นศาลเพียง 5-10 รายเท่านั้น ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ชนะคดีแค่รายเดียวเท่านั้น
เมื่อเกิด ความเสียหาย ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็จำเป็นต้องได้รับการเยียวยา แต่การเยียวยาต้องทำอย่างไร และแค่ไหนที่จะเรียกว่า เพียงพอ ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อผู้เสียหายสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ และไม่เกิดปัญหากับงบประมาณโดยรวม
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
