สุดอนาถใจเด็กชายต้องขึ้นเวทีชกมวยหาเลี้ยงชีพ ถูกทารุณจนตาบอด เตรียมศึกษากฎหมายสกัดห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีขึ้นเวทีชกมวย และประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ช่วยตรวจสอบฉุดเด็กให้หลุดพ้นออกจากวงจรอุบาทว์ และได้เรียนหนังสือในโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วไป
หลังจากเกิดกรณีเด็กชายอายุต่ำกว่า 14 ปี คนหนึ่งขึ้นเวทีชกมวยจนกระทั่งต้องสูญเสียเลนส์แก้วตา เนื่องจากถูกเทรนเนอร์ใช้สายมงคลฟาดศีรษะอย่างรุนแรง หลังจากขึ้นชกแล้วแพ้ และไม่สามารถใช้สิทธิ์เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยได้ เพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักมวยไว้ตาม พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542 นั้น
นายวรากรณ์ สามโกเศศ รมช.ศธ. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เมื่อได้อ่านข่าวและพบว่ามีการค้ากำไรโดยใช้ร่างกายของเด็กวัยเพียงไม่กี่ปี บางรายอายุเพียง 6 ขวบ หรือเป็นเด็กผู้หญิงมาหากินและอ้างว่าเป็นกีฬานั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเด็กที่มาหารายได้เช่นนี้ฟันแท้ยังขึ้นไม่กี่ซี่เอง เป็นการค้าที่ใช้เด็กเป็นทาส แสวงหาผลประโยชน์กับอนาคตของชาติอย่างทารุน เป็นการกระทำของผู้ใหญ่ที่ไม่รับผิดชอบ
"อย่าลืมว่าขนาดนักชกมืออาชีพ เมื่อผ่านเวทีชกแล้วร่างกายไม่ได้กลับมาสมบูรณ์ 100% บางรายต้องเจ็บช้ำกับบาดแผลที่ได้มา แล้วเด็กซึ่งมีสรีระยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะสมองที่เปรียบเสมือนก้อนเต้าหู้ที่อยู่ในกล่อง เมื่อมีแรงเหวี่ยงที่เกิดจากการถูกชก ก้อนสมองก็จะกระเด็นไปอีกทาง และก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ หากแรงสะเทือนทำให้ก้อนสมองหลุดออกจากการยึดติดของกะโหลกศีรษะ หรือยังมีอีกหลายประเด็นที่มีความเสี่ยงถึงชีวิตกับร่างกายและจิตใจของเด็กกลุ่มนี้ ทั้งๆ ที่อายุไม่กี่ขวบปี น่าจะมีชีวิตอย่างเป็นสุขและได้ศึกษาในโรงเรียน แต่นี่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกับเงินเพียงไม่กี่พันบาท หรือบางครั้งได้เพียงหลักร้อยบาทด้วยซ้ำ"
รมช.ศธ.กล่าวต่อว่า ขณะนี้ตนกำกังดูบทกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอยู่ว่า หากให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มาชกมวยนั้น มีความผิดหรือไม่ หากพบว่าผิดกฎหมายก็อยากให้มีการแจ้งไปยังผู้ปกครอง หรือครู อาจารย์ในโรงเรียนที่มีเด็กขึ้นชกมวยให้รับทราบ เพื่อเป็นการป้องกันเด็กทางหนึ่ง และหากผู้ปกครองมาอ้างว่าเป็นสิทธิ์ในการหารายได้เพื่อประทังชีพ ตนเห็นว่าการหารายได้มี 108 วิธี ไม่ใช่วิธีใช้บุตรหลานที่อายุยังน้อยขึ้นชกหวังเงินรางวัล ที่อาจเป็นรายได้ที่ไม่คุ้มกับการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ในส่วนของเจ้าของค่ายมวยหรือผู้รู้เห็น หากผิดกฎหมายจริงก็ให้แจ้งจับดำเนินคดีได้ทันที อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้จะประสานไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้เข้าช่วยตรวจสอบและช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ให้กลับเข้าสู่วงจรการศึกษาด้วย และอยากให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าไปตรวจสอบด้วยว่าค่ายมวยที่นำเด็กหรือเยาวชนขึ้นชกเหล่านี้ทำตามกฎหมายหรือไม่ โดยจะแถลงข่าวถึงแนวทางการเยียวยาเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 24 ต.ค. เวลา 11.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542 หมวด 3 การควบคุม มาตรา 29 นักมวยจะจดทะเบียนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ มาตรา 32 การจดทะเบียนขอมีบัตรประจำตัวนักมวย ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน หรือหัวหน้าค่ายมวย วรรค 2 การจดทะเบียนผู้เยาว์ (ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรืออายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์เป็นนักมวย ต้องได้รับการยินยอมเป็นหนังสือจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน และมาตรา 14 วรรค 3 ระบุต้องจัดให้มีการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลอันเนื่องมาจากการแข่งขันกีฬามวยสำหรับนักมวย
นอกจากนี้ ในมาตรา 26 ยังระบุห้ามมิให้ผู้ใดจัดแข่งขันกีฬามวยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เว้นแต่ในกรณีการจัดการแข่งขันกีฬามวยบางประเภทตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบก่อน ส่วนการขออนุญาตให้จัดการแข่งขันกีฬามวยสำหรับนักมวยที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ จะกำหนดได้เฉพาะเมื่อมีอุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยในการแข่งขัน
ส่วนบทลงโทษตามหมวด 5 บทกำหนดโทษในมาตรา 55 ผู้ใดจัดการแข่งขันกีฬามวยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 26 ที่ห้ามจัดการแข่งขันมวยก่อนได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกนั้นจะเป็นบทลงโทษเกี่ยวกับการล้มมวย ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ไม่เกิน 5 ปี ถึง 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ถึง 2 แสนบาท ซึ่งบทลงโทษเกี่ยวกับการนำเด็กหรือเยาวชนมาชกมวยโดยผิดกฎหมายหรือการประกันภัยให้กับเยาวชน ไม่มีระบุไว้ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว.