สธ. เผยยอดทารกไทยตายหลังคลอดเกือบ 2 หมื่นรายต่อปี เหตุคลอดก่อนกำหนด แถมน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ศิริราชฯเดินหน้าโครงการ ลดการเสียชีวิตทารก ฝากภรรค์กันคลอดก่อนกำหนดที่โรงพยาบาลศิริราช - เมื่อเวลา 10.00 น. ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวของเด็กไทยและเยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นประธานในการร ลดการเสียชีวิตทารก ฝากครรภ์กันคลอดก่อนกำหนด ร่วมกับ นพ.มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.มาโนชญ์ ลีโทชวลิต รองปลัดกรุงเทพมหานคร
นพ.มรกต กล่าวว่า ทารกคือช่วงระหว่างแรกเกิดจนถึงขวบปี โดยอัตราการเสียชีวิตของทารกเป็นตัวบ่งชี้สภาวะด้านสาธารณสุขของประเทศ และประเทศไทยมีอัตราการตายทารกอยู่ที่ 23 คนต่อ 1,000 คน นั่นหมายถึงว่ามีทารกที่มีชีวิตรอดเพียง 977 คนเท่านั้น ขณะที่บังคลาเทศมีอัตราการตายทารกที่ 46 คนต่อ 1,000 คน อินเดีย 63 คนต่อ 1,000 คน ภูฐาน 70 ต่อ 1,000 คน และกัมพูชาอยู่ที่ 97 ต่อ 1,000 คน โดยประเทศเหล่านี้ด้านระบบการสาธารณสุขถือด้อยกว่าประเทศไทยมาก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่า ไทยยังมีอัตราการตายทารกสูงมาก โดยสหรัฐฯ มีอัตราการตายทารก 8 ต่อ 1,000 ราย มาเลเซีย 7 ต่อ 1,000 ราย อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส 4 ต่อ 1,000 ราย และญี่ปุ่น มีอัตราการตายของทารกเพียงแค่ 3 ต่อ 1,000 รายเท่านั้น ดังนั้นจำเป็นที่ต้องเร่งแก้ไข
ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ทารกตายนั้นมีหลายประการ แต่ปัจจัยสำคัญ มี 2 ประการ คือ 1. น้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกกำหนดที่ 2,500 กรัม โดยเกิดจากสุขภาพแม่ระหว่างตั้งครรภ์ไม่สมบูรณ์ ส่งผลต่อทารกในครรภ์ทำให้อวัยวะต่าง ๆ เติบโตไม่ดีเท่าที่ควร และ 2.การทารกคลอดก่อนกำหนด โดยปัจจุบันมีทารกเกิดใหม่ปีละ 800,000 คน ในจำนวนนี้เป็นทารกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานถึง 70,000 คน ถือเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะทารกเหล่านี้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายยังทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะความเสี่ยงการขาดออกซิเจนเนื่องจากปอดทำงานไม่ดี เป็นสาเหตุหลักทำให้เด็กเสียชีวิตก่อนอายุครบ 7 วัน ถึงปีละ 6,400 คน หรือพันละ 8 คน และเด็กกลุ่มนี้ยังต้องดูแลรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน มีค่าใช้จ่ายสูงถึงรายละ 170,000 บาท ถือเป็นปัญหาต้องเร่งแก้ไขและป้องกันอย่างจริงจัง
ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ปัจจุบันมีอัตราทารกคลอดก่อนกำหนดเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ เพราะทารกเหล่านี้จะมีภาวะแทรกซ้อนตามมา เนื่องจากอวัยวะต่างของทารกยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ส่งผลต่อสุขภาพตามมา อาทิเป็นโรคปอดเรื้อรัง ความสามารถในการมองเห็นลดลง เลือดออกในสมอง ติดเชื้อในกระแสเลือด บางรายเมื่อรอดชีวิตแล้วอาจมีปัญหาสมองพิการ ดังนั้นทารกกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างดี โดยเฉพาะด้านระบบหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด ระบบประสาท และระบบทางเดินอาหาร ซึ่งต้องใช้บุคลากรการแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง รวมทั้งต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีจำนวนจำกัด ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทารกกลุ่มนี้นับวันจะมีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของทารกและยังต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เป็นเวลานานประมาณ 4 ปี
นพ.มาโนชญ์ กล่าวว่า สาเหตุของภาวะเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดนั้นเกิดจาก การตั้งครรภ์ขณะที่เป็นวัยรุ่นหรืออายุมาก และขาดการดูแลครรภ์ที่ดีและเหมาะสม ซึ่งทารกคลอดก่อนกำหนดจะต้องนอนรักษาต่อในโรงพยาบาลนาน 2- 3 เดือน ทำให้เกิดปัญหาเตียงรองรับทารกแรกคลอดไม่เพียงพอ รวมทั้งตู้ปรับอุณหภูมิสำหรับเด็กแรกคลอด โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล พร้อมกันนี้ยังต้องหามาตรการช่วยเหลือโรงพยาบาลที่รับดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงถึงรายละ 170,000 บาท แต่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายให้เพียงรายละ 40,000 บาทเท่านั้น ทำให้โรงพยาบาลต่างขาดทุนจากภาระนี้ถึง 100,000 - 200,000 บาท และเป็นสาเหตุทำให้ระบบการส่งต่อโดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนเป็นปัญหา ทั้งที่มีศักยภาพเพียงพอรองรับได้ ซึ่งหากมีกำหนดอัตราที่เหมาะสมจะสามารถส่งต่อยังโรงพยาบาลเอกชนได้ ดังนั้นขณะนี้จำเป็นต้องเน้นการป้องกันโดยรณรงค์ให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนฝากครรภ์ตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์หรือก่อนอายุครรภ์ครบ 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาอวัยวะของเด็กในครรภ์ให้ครบถ้วน และให้ฝาก ตรวจครรภ์อย่างต่อเนื่องตามแพทย์นัดให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะที่ผ่านมา พบหญิงตั้งครรภ์เพียงร้อยละ 60 หรือ 480,000 คนเท่านั้น ที่ฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 3 เดือน และตรวจครรภ์ครบ 4 ครั้งเพียงร้อยละ 88
ด้าน นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การให้งบประมาณจะให้ตามค่าเฉลี่ยเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งปีนี้อยู่ที่ 1,988 บาทต่อหัว ซึ่งหากโรงพยาบาลใดมีอัตราการคลอดทารกสูงก็จะได้มาก อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทารกที่คลอดใหม่ทุกรายจะมีปัญหาคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะปกติทารกแรกคลอดร้อยละ 90 จะมีความสมบูรณ์ อีกทั้งทารกที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นภาระ แต่จะมีปัญหาในทารกที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 1,500 กรัมเท่านั้น ในกรณีนี้จะมีงบเพิ่มให้ตามค่าเฉลี่ยโรคของกลุ่มคนไข้ใน นอกจากนี้ สปสช.อยู่ระหว่างจัดทำค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้กับทารกบางรายที่จำเป็นต้องใช้สารหล่อลื่นในการช่วยหายใจ อย่างไรก็ตามเห็นว่า ผู้บริหารอาจดูค่ารักษาเป็นรายคน ทำให้คิดว่างบประมาณไม่พอ แต่ไม่ได้ดูภาพรวมทั้งหมด สมมติทารก 100 คน มีถึง 90 คนที่ไม่เป็นภาระการรักษา
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
