ภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของประเทศไทยที่บรรพบุรุษต่างคิดค้นเรียนรู้ จนทำให้เกิดผลงานที่สวยงามล้ำค้ามาจนถึงทุกวันนี้ อย่างประเพณี-วัฒนธรรม สร้างปราสาทผึ้ง ของจังหวัดสกลนครที่มีมาอย่างช้านาน และคงน่าเสียดายหากวัฒนธรรมที่ดีมีคุณค่าเช่นนี้จะต้องสูญหายไป หากไม่มีการอนุรักษ์สืบทอดของคนรุ่นใหม่แต่ยังโชคดีที่ยังมีวัยรุ่นหัวใจอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ที่พร้อมสืบสานการสร้างปราสาทผึ้ง ให้อยู่คู่กับจังหวัดสกลนครสืบต่อไป พวกเขาคือกลุ่มวัยรุ่นของวัดศรีสะเกษ อายุระหว่าง 15-26 ปี มารวมกลุ่มกัน 10 คน ร่วมสืบทอดการสร้างปราสาทผึ้ง ที่สำคัญวัดศรีสะเกษเป็นวัดเดียวที่ช่างฝีมือเป็นเด็กวัยรุ่น
หัวหน้าช่างอย่าง วุฒิชัย เชื้อจารย์ชิน วัย 26 ปี หัวหน้าช่างดูแลการสร้างปราสาทผึ้งของคุ้มวัดศรีสะเกษ บอกว่า ปัจจุบันทางจังหวัดมีการตื่นตัวเกี่ยวกับการฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การทำปราสาทผึ้งในยุคปัจจุบันมีเพียงคนเฒ่าคนแก่ที่รู้วิธีการและเป็นช่างฝีมือ ซึ่งหากเด็กรุ่นใหม่ไม่มีการอนุรักษ์ไว้ ประเพณีดังกล่าวก็อาจหมดไปได้
ตอนนี้วิชาความรู้พื้นบ้านเริ่มจะหมดไปดูได้จากวัดต่างๆ พยายามที่จะเอาชนะกันเลยจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่รับงานก่อสร้างทั่วไปมาจัดสร้างปราสาทผึ้ง อีกทั้งวิธีการเขียนลวดลายนั้นจะถูกเขียนแบบจากคอมพิวเตอร์ไม่ได้ใช้การเขียนแบบลงบนดินน้ำมันแล้วค่อยหล่อแบบเหมือนของดั้งเดิม แต่สำหรับของวัดศรีสะเกษนั้น จะใช้วิธีดั้งเดิมเริ่มเขียนแบบคร่าวๆ แกะแบบลงบนดินน้ำมันซึ่งสมัยก่อนใช้ดีเหนียว และเมื่อได้ลายที่ต้องการแล้วก็จะใช้ปูนปาสเตอร์และซิลิโคลนมาหล่อทำเป็นแม่แบบ เมื่อได้แบบมาแล้วก็จะต้มเทียนและหลอดเอาแบบออกมาติดที่โครงสร้างที่ทำมาจากไม้ ซึ่งต้องใช้ความประณีตอย่างมาก วุฒิชัยอธิบาย
วุฒิชัยเล่าด้วยว่า สมัยตนเองเป็นเด็กก็วิ่งเล่นอยู่กับพรรคพวกบริเวณวัดจึงได้ซึมซับเอาวิชาความรู้การทำปราสาทผึ้งไว้ อีกทั้งความผูกพันมันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา พ่อของตนเองที่ปกติทำหน้าที่ดูแลการจัดสร้างปราสาทผึ้งของวัดแห่งนี้เริ่มมีอายุมากขึ้น ตนเองและเพื่อนๆ อีก 9 คน เลยอาสาที่จะเข้ามาจัดสร้างปราสาทผึ้งเข้าประกวดกับทางจังหวัด ซึ่งปีที่แล้วก็ได้รางวัลชมเชย
ส่วนธนพงษ์ จินดาปทุม อายุ 26 ปี ช่างหนุ่มผู้พิการไม่สามารถเดินได้ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุรถชนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เล่าว่า พิการมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ไปไหนไม่ได้ไกล ตอนเด็กๆ ก็จะวนเวียนอยู่ที่วัดเนื่องจากบ้านอยู่ติดวัด มีอยู่ช่วงหนึ่งจำได้ว่าตอนอายุ 12 ขวบ ตอนนั้นทางวัดเขากำลังทำปราสาทผึ้งกัน หลวงพ่อและลุงเห็นอยู่ว่างๆ ก็เลยให้มาช่วยงาน นำเทียนที่ผสมผึ้งเหลวมาหยอดลงแม่พิมพ์ เพื่อนำไปประกอบก่อเป็นประสาทผึ้งของวัดศรีษะเกษ
ทุกปีผมได้เห็นปราสาทผึ้งที่มาจากฝีมือการหล่อแบบของผม รู้สึกภูมิใจ แต่ก็ต้องรู้สึกเสียดายทุกครั้งที่ไม่มีโอกาสได้เดินแห่ร่วมขบวนประกวดครบสักครั้งเดียว เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมขบวนดังกล่าวเกรงว่าผมจะเกิดอันตรายจึงไม่ได้เข้าร่วมขบวน ธนพงษ์บอก
ด้านผู้สูงอายุอย่าง ตาทะ เชื้อจารย์ชิน อายุ 76 ปี ผู้ถ่ายทอดและควบคุมการสร้างปราสาทผึ้งของวัดศรีสะเกษ เล่าว่า เดิมทีงานประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้ง เกิดจากความเชื่อว่าเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งในอดีตการทำปราสาทผึ้งโบราณ เรียกว่า ต้นผึ้ง หรือ ต้นเผิ่ง ทำโดยเอากาบของต้นกล้วยมาทำเป็นโครงจากนั้นก็ทำเอาดอกผึ้ง ที่ชาวบ้านจะนำขี้ผึ้งใส่ถ้วยหรือขัน ลงลอยในน้ำร้อนที่ตั้งไฟอ่อนๆ ให้ขี้ผึ้งละลาย แล้วใช้ผลมะละกอดิบ มาปอกเปลือกตรงส่วนก้น ให้มีความเว้าคล้ายกลีบดอกไม้ จุ่มลงในขี้ผึ้งที่ละลายแล้ว ก่อนยกลงจุ่มในน้ำเย็น ดอกผึ้งก็จะหลุดล่อนออกมา ซึ่งทำได้หลายสีสัน หลังจากนั้นจะเอาดอกผึ้งไปตกแต่งปราสาทโดยใช้ไม้กลัดเสียบ ดอกบานไม่รู้โรย วางลงตรงกลางดอกผึ้งเป็นเหมือนเกสรดอกไม้ และต่อมามีการคิดริเริ่มทำปราสาทผึ้งประยุกต์เริ่มขึ้นครั้งแรกที่วัดแจ้งแสงอรุณ โดยมีพระมหาปราสาท หรือพระที่นั่งบางปะอิน เป็นต้นแบบ
เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาสนใจศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งต้องบอกว่าศิลปะพื้นบ้านเหล่านี้มีประวัติที่ยาวนานสามารถเล่าถึงที่มาที่ไปของชุมชนในพื้นบ้านเราได้อย่างดี ควรค่าที่จะอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป
เป็นอีกกลุ่มวัยรุ่นน้ำดี ที่พร้อมใจกันอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาดีๆ ให้อยู่คู่กับท้องถิ่นไทยต่อไป
หน้า 35
ข้อมูลจาก มติชน
