เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำมูล และคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อมูลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาแม่น้ำมูล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเวทีสาธารณะว่าด้วยการฟื้นฟูชีวิตลุ่มน้ำมูล ข้อเสนอเชิงหลักการและกลไกการจัดการ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ รวมทั้งตัวแทนชาวบ้านลุ่มน้ำมูล ร่วมแสดงความคิดเห็นนายศุภวิทย์ เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงรูปแบบการฟื้นฟูวิถีชีวิตลุ่มน้ำมูลว่า การตัดสินใจสร้างเขื่อนที่ผ่านมาตั้งอยู่บนรากฐานขององค์ความรู้ที่ไม่พอเพียง เป็นการศึกษาอย่างฉาบฉวย ไม่ลึกซึ้ง ก่อให้เกิดผลเสียหายตามมามากมาย รวมทั้งโครงการสร้างเขื่อนปากมูลก็เช่นกันที่มิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมถูกละเลย
หากจะฟื้นฟูเขื่อนปากมูลให้ได้ผลต้อง 1.เปิดประตู 3 ช่วง คือ ช่วง 15 ค่ำ เดือน 3 เดือน 6 และช่วงก่อนปลาจะล่อง 2.ปรับปรุงระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพ ควรขยายคลองชลประทาน เพิ่มสถานีสูบน้ำ หาทางลดต้นทุนของเกษตรกรที่ใช้น้ำโดยอาจปลูกพืชหมุนเวียน นายศุภวิทย์กล่าว
ด้านนายชวลิต วิทยานานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปลา กองทุนสัตว์ป่าโลก กล่าวถึงการเปิด-ปิดประตูเขื่อนให้สมดุลว่า ถ้าน้ำในแม่น้ำมูลเริ่มสูงขึ้นจะเป็นช่วงที่ปลาเริ่มอพยพขึ้นมา และในการเปิดเขื่อนจะเหมาะที่สุดเมื่อน้ำตรงปากแม่น้ำมูลช่วงต่อกับแม่น้ำโขงสูงกว่า 92 เมตรจากระดับน้ำทะเล และต้องมีปริมาณมากกว่า 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นายจรูญ พจน์สุนทร วิศวกรชลประทาน 9 กล่าวว่า กรมชลประทานได้เข้าไปเป็นฝ่ายฟื้นฟูและสนับสนุนการนำน้ำไปช่วยในภาคการเกษตรหลังจากเขื่อนปากมูลก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ รวม 19 สถานี หลังปรับปรุงเสร็จจะส่งมอบให้ อบต.ดำเนินการต่อไป
หน้า 5
ข้อมูลจาก มติชน
