เครือเนชั่นจัดโครงการ ประเทศของเรา เรากำหนด โดยทีมข่าวการศึกษา หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก รับผิดชอบจัดเสวนาหัวข้อ นโยบายการศึกษา เราคือผู้กำหนด...เสนอรัฐบาลใหม่ ขึ้น ที่อาคารเนชั่น ทาวเวอร์ ถนนบางนา-ตราด กทม. เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาประเดิมด้วยดร.ดิเรกพรสีมา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) และอดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอว่า อยากให้พรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลช่วย แก้ปัญหาหนี้สินครู เพราะครูกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ มีหนี้สินรวมกันกว่า 1.6 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้ธนาคารออมสิน 6-7 หมื่นล้านบาท
ครูรับผิดชอบหนี้สินของตัวเองไม่ได้แล้ว และเป็นเรื่องใหญ่มาก ครูต้องกังวลว่าจะมีค่าน้ำมันรถไปสอนหนังสือเด็กไหม! มีเงินใส่ซองงานแต่ง งานบวชหรือเปล่า รัฐบาลใหม่ต้องแก้ปัญหา โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงถ้าปล่อยไว้จะยิ่งทำลายการศึกษา เพราะเรื่องนี้กระทบจิตใจครูมาก จนไม่มีกำลังใจสอน อดีตรองเลขาธิการ กพฐ.ระบุ
เช่นเดียวกับกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษาซึ่งออกตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ดร.ดิเรก มองว่าพ.ร.บ.การศึกษา เขียนไว้ดีแล้ว แต่กฎหมายลูกที่ออกมาบิดเบือนเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.การศึกษา พร้อมกับยกตัวอย่างกฎคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เกี่ยวกับการเลื่อนวิทยฐานะ เลื่อนขั้นเงินเดือนเน้นการเขียนรายงานและผลงานวิชาการ แทนที่จะยึดผลงานการสอนของครูเป็นหลัก ทำให้คุณภาพเด็กต่ำ และการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคลากรไปสู่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ก็มีการใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารและครูเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม จึงขอฝากให้รัฐบาลใหม่ช่วยแก้ไขกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.การศึกษา ไม่ให้บิดเบือนเจตนารมณ์และประเมินผลงานครู เน้นดูที่ผลการสอน ไม่ใช่ประเมินเอกสาร
รวมถึงการพัฒนาเด็กปัญญาเลิศก็เป็นสิ่งสำคัญผศ.ดร.อุษณีย์อนุรุทธ์วงศ์ ประธานศูนย์ส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เห็นว่า ไทยจะอยู่ในเวทีโลกได้ก็ต้องมีผู้ที่มีความสามารถพิเศษด้านต่างๆ เป็นผู้นำทางสังคมแต่ละด้าน การจัดการศึกษาของไทยจึงต้องมีหลักสูตร วิธีการสอน การประเมินผลที่หลากหลายและยืดหยุ่นคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน
การจัดการศึกษาไม่ใช่การทำขนมชั้นที่ตัดเป็นแท่ง แบ่งเป็นท่อน หรือเป็นฟาร์มไก่ที่ให้กินอาหารไก่เหมือนๆ กันหมด แม้จะมีช้าง ลิง เสือ กระทิงอยู่ในนั้น และการประเมินต้องดูว่าเด็กเข้าโรงเรียนแล้วถูกฆ่าหรือไม่ มีความสุขกับการเรียนหรือเปล่า ปัจจุบันการประเมินผลทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ป.1-ม.6) และอุดมศึกษา ไม่ได้สะท้อนถึงกระบวนการเรียนรู้ แต่เสียกระดาษไปมากมายโดยไม่ได้เปล่าประโยชน์ อยากให้รัฐบาลช่วยฟื้นและผลักดันให้คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาช่วยเรื่องนี้ ประธานศูนย์ส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษมศว แนะ
สอดรับกับพ.ท.พญ.กมลพรรณชีวพันธุศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเสนอรัฐบาลชุดใหม่ให้จัดทำธนาคารหลักสูตร เพื่อจะได้มีหลักสูตรที่หลากหลายนำมาใช้พัฒนาเด็กแต่ละกลุ่ม ซึ่งในเด็กวัยอนุบาลนั้นใช้การกระบวนการเรียนรู้แบบ Brain-Based Learning (BBL) และมีการวางแผนผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับอาชีวศึกษาโดยให้เรียนฟรี เมื่อเรียนจบแล้วรับรองการมีงานทำและได้รับเงินเดือนเท่ากับคนที่มีวุฒิปริญญาตรี เพื่อจูงใจให้เด็กมาเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น
อีกเรื่องที่ หมอกมลพรรณ อยากให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการนั่นคือ นโยบายเรียนฟรีใกล้บ้าน เพราะเด็กบางคนต้องเดินทางไกลถึง90 กิโลเมตร กว่าจะไปถึงโรงเรียน รวมถึงการให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้านการศึกษาด้วยการจัดตั้ง สภาครู ผู้ปกครองและเยาวชนแห่งชาติ เมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับนโยบายและกฎหมายด้านการศึกษาเช่น ระบบแอดมิชชั่นส์ การทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ก็ให้สภานี้ทำหน้าที่มีส่วนร่วมพิจารณาก่อนประกาศนโยบายออกมา ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมเด็กเพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ โดยมีหลักสูตรพัฒนาทักษะชีวิต เตรียมการเป็นพ่อแม่ที่ดีและปลูกฝังความรักชาติให้แก่เด็กๆ สอดรับกับมุมมองของนางรัชนีธงไชย ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กจ.กาญจนบุรี ที่เชื่อมั่นการจัดการศึกษาที่ดีต้องสร้าง เด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และเรียนรู้อย่างมีความสุข การจัดการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ในระบบหรือเป็นหน้าที่โรงเรียนฝ่ายเดียวและอยู่ภายใต้กรอบกติกาของกฎหมาย ทำให้การจัดการศึกษาขาดอิสระ ผลิตเด็กออกมาเหมือนๆ กันหมดราวกับโรงงานผลิตสินค้า จึงขอให้รัฐบาลใหม่มีนโยบาย กระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก ผู้ปกครองและชุมชน และให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมากขึ้น
การจัดการศึกษาต้องให้เด็ก พ่อแม่และชุมชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่ครูกำหนด ถ้าเด็กมีส่วนร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ เด็กจะรู้สึกสนุกและมีความสุขกับการเรียน อย่างผู้ปกครองบางคนสังเกตต้นไม้ สัตว์ ก็บอกถึงสภาพลมฟ้าอากาศได้ รู้ว่าเห็ดโคนราคากิโลละ 400 บาทไปเก็บได้ที่ไหน ตอนนี้มีตัวอย่างพ่อแม่เข้าไปช่วยโรงเรียนสอนลูก เพราะโรงเรียนขาดแคลนครู เช่น ที่โรงเรียนวัดท่าสะท้อน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ที่มีป่าพรุอยู่มาก ก็มีหลักสูตรป่าพรุ มีพ่อแม่ 13 คนร่วมกับครูอีก 2 คนช่วยกันสอน หากการจัดการศึกษาดี เด็กรักเรียน ชุมชนก็เข้มแข็งก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ นางรัชนีบอกอย่างเชื่อมั่น
ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาส่วนหนึ่ง ที่พรั่งพรูออกมาจากใจของคนในแวดวงการศึกษาหรือคนการศึกษา หวังว่าพรรคการเมืองจะรับฟังและนำเอาข้อมูลเหล่านี้ไปกำหนดเป็น นโยบายด้านการศึกษา ต่อไป !!
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
