วุฒิ-ศักดิ์คลินิกแถลงขอโทษลูกค้า สั่ง 45 สาขาเลิกใช้สารกลูตาไธโอนฉีดผิวขาว ยอมรับเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ ยินดีคืนเงินให้ลูกค้าที่ฉีดไม่ครบคอร์ส มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแนะลูกค้าแจ้งความเอาผิดคลินิกต้นตอความคืบหน้ากรณีคลินิกเสริมความงามชื่อดังหลายแห่งนำสารกลูตาไธโอน (GLUTATHIONE) มาบริการฉีดให้ลูกค้าที่ต้องการให้ผิวขาวขึ้น โดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงจากการใช้สารข้างต้น เนื่องจากยังไม่มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำมาสู่การเข้าจับกุม วุฒิ-ศักดิ์คลินิก สาขางามวงศ์วาน สถานเสริมความงามชื่อดัง ที่มีบริการชนิดนี้ด้วย ตามที่ "คม ชัด ลึก" นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุด วุฒิ-ศักดิ์คลินิก ออกแถลงการณ์ขอโทษลูกค้าและยกเลิกการใช้สารกลูตาไธโอนเพื่อช่วยให้ผิวขาวทั้ง 45 สาขาทั่วประเทศแล้ว
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 28 พฤศจิกายน บริษัท วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก เวชกรรม จำกัด ได้จัดแถลงข้อเท็จจริงเรื่องสารกลูตาไธโอน ที่โรงแรมแกรนด์ สุขุมวิท โซฟิเทล โดย นพ.วุฒิศักดิ์ ลิ่มพานิช ประธานกรรมการบริหาร กล่าวขออภัยต่อ อย. กองการประกอบโรคศิลปะ แพทยสภา และผู้ที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่วุฒิ-ศักดิ์คลินิก นำสารกลูตาไธโอนมาฉีดให้ลูกค้า เนื่องจากไม่รู้ว่าสารดังกล่าวยังไม่ได้ขึ้นตำรับยาในประเทศไทย
นพ.วุฒิศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบจากเอกสารวิชาการว่า สารกลูตาไธโอนเป็นสารที่ช่วยขจัดพิษ และทำให้ร่างกายสร้างเม็ดสีน้อยลง ซึ่งจะทำให้ผิวขาวขึ้น จึงติดต่อผู้แทนจำหน่ายให้นำเข้ามา และได้รับเอกสารยืนยันจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายว่า ไม่พบผลข้างเคียงที่จะก่อให้เกิดอันตราย แต่หลังจาก อย.ออกมาประกาศว่า สารกลูตาไธโอนยังไม่ได้ขออนุญาต วุฒิ-ศักดิ์คลินิกก็ปฏิบัติตาม ด้วยการหยุดใช้สารดังกล่าว รวมถึงโฆษณาต่างๆ ทันที แต่ยืนยันว่า ตัวยาที่ใช้เป็นของจริง และขอปฏิเสธข่าวที่บอกว่า ตัวยาที่ใช้เป็นของปลอม รวมทั้งยินดีให้ อย.นำตัวยาที่นำเข้าไปตรวจสอบได้ ส่วนคนไข้ที่ชำระเงินล่วงหน้าแล้ว ยินดีคืนเงินหรือเปลี่ยนแปลงไปรักษาโปรแกรมอื่นได้
ด้าน นายยศสกล บัณฑุกุล ผู้ช่วยรองประธานกรรมการบริหารวุฒิ-ศักดิ์คลินิก ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาวุฒิ-ศักด์คลินิกนำสารกลูตาไธโอนมาฉีดให้ลูกค้า เพราะศึกษาแล้วว่าผ่านการรับรองจากองค์การยาของอิตาลี และมีทีมงานแพทย์ของวุฒิ-ศักดิ์ตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการว่าสามารถทำให้ผิวขาวได้จริง แต่ที่ถือเป็นความผิดพลาดคือ ไม่ได้ยื่นเรื่องขอนำเข้าสารกลูตาไธโอนต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย ดังนั้นวุฒิ-ศักดิ์คลินิกจึงขอรับผิดชอบ โดยการสั่งให้คลินิกที่มีสาขาทั้งหมด 45 แห่ง หยุดการใช้สารกลูตาไธโอนฉีดเพื่อปรับสีผิวให้ขาวกระจ่างขึ้น และจะมีการโละหรือนำยาฉีดกลูตาไธโอนทั้งหมดทิ้ง พร้อมกันนี้ขอรับผิดชอบต่อลูกค้า โดยยินดีคืนเงินให้
"ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมากของวุฒิ-ศักดิ์คลินิก ที่นำสารกลูตาไธโอนมาฉีดให้ลูกค้า โดยไม่ผ่านการขออนุญาตจาก อย. เพราะตอนศึกษาตลาดเบื้องต้น พบว่ามีโรงพยาบาลชั้นนำที่มีชื่อเสียง และคลินิกศัลยกรรมหลายแห่งนำสารตัวนี้มาฉีดเพื่อปรับสีผิวลูกค้าให้ขาวขึ้น จึงไม่คาดคิดมาก่อนว่าสารตัวนี้จะไม่มีการขออนุญาตจาก อย. เราจึงขอรับผิดชอบโดยการคืนเงินให้ลูกค้าที่มาซื้อคอร์สฉีดสารกลูตาไธโอนแล้วยังฉีดไม่ครบ หรือที่เรียกว่า โปรแกรมเรเดียนซ์ แอนด์ ดีท็อกซิฟิเคชั่น ส่วนลูกค้าที่เคยฉีดไปแล้วทางผู้บริหารจะขอประชุมพิจารณาอีกครั้งว่าจะทำอย่างไร" นายยศสกล กล่าว
ทั้งนี้ ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ได้ออกสำรวจคลินิกศัลยกรรมความงามย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและสยามสแควร์ ปรากฏว่ายังมีคลินิกเสริมความงามบางแห่งติดป้ายโฆษณาฉีดสีผิวให้ขาวขึ้นด้วยสารกลูตาไธโอน และยังพบมีลูกค้ามาสอบถามการฉีดสีผิวขาวและขอใบปลิวอย่างต่อเนื่อง แต่คลินิกบางแห่งเมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามก็บอกปัดและขอไม่รับลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกันก็พบว่า เจ้าหน้าที่คลินิกเสริมความงามบางแห่งแนะนำให้ลูกค้าเปลี่ยนมากินยาที่มีส่วนผสมของกลูตาไธโอนแทน โดยอ้างว่าเป็นโปรตีนที่จะช่วยให้มีอายุยืนยาวขึ้น และยังสามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสี (Melanin) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ ส่งผลให้ผิวขาวใสขึ้น โดยตั้งราคาขายเม็ดละ 12 บาท ให้กินวันละ 3 เวลาหลังอาหาร หากซื้อทั้งขวดราคา 1,000 บาท
ทั้งนี้ จากการสำรวจในเว็บไซต์พบว่ามีการประกาศโฆษณาขายสินค้ายาแคปซูลที่มีส่วนผสมของกลูตาไธโอนเป็นจำนวนมาก โดยอ้างคล้ายคลึงกันว่า เมื่อกินผสมกับวิตามินซีจะช่วยให้ผิดขาวใสกระจ่างขึ้น มีประสิทธิภาพให้ขาวทั้งตัว โดยเฉพาะผิวใต้วงแขนและบริเวณหัวนม มีการตั้งราคาขายตั้งแต่เม็ดละ 10-16 บาท ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการประกาศขายกลูตาไธโอนที่เป็นส่วนผสมของครีมทาผิวอีกด้วย โดยอ้างว่าผู้ที่ผิวคล้ำแดดจะขาวใน 7 วัน ส่วนผู้ที่มีผิวดำคล้ำจะขาวขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ กระปุกละ 30 กรัม ราคา 530 บาท
ด้าน นางสารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แนะนำว่า ลูกค้าที่ไปใช้บริการฉีดสารที่มีส่วนผสมของกลูตาไธโอนตามคลินิกเสริมความงาม เพื่อให้ผิวขาวขึ้นโดยไม่รู้ความจริงว่าเป็นยาที่ยังไม่ได้ผ่านการขออนุญาตจาก อย.นั้น ถือว่าเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย แม้จะฉีดไปแล้วก็ตาม เพราะเป็นการผิดตาม พ.ร.บ.ยา และแพทย์ที่ฉีดสารนี้ให้ผู้มารับบริการก็ถือว่าทำผิด พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้ ที่ผ่านมามีคลินิกเสริมความงามหลายแห่งดำเนินกิจการโดยปราศจากความรับผิดชอบ จึงอยากให้ลูกค้าที่เคยไปฉีดสารกลูตาไธโอนร้องเรียนมายังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หรือติดต่อที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2952-5060-2
ด้าน "เป็ด" อภิชาติ นรเศรษฐาภรณ์ เมคอัพอาร์ทิสต์ชื่อดัง กล่าวว่า ตั้งใจจะไปฉีดสารทำให้ผิวเนียนขาวใสเช่นกัน โดยนัดกับหมอด้านผิวหนังที่ดูแลเรื่องผิวพรรณ ผิวหน้า และเรื่องสิว ให้แก่ตัวเองมาโดยตลอดว่า วันที่ 27 พฤศจิกายน จะไปฉีดสารตัวนี้ เนื่องจากหมอแนะนำว่าฉีดแล้วจะทำให้ผิวพรรณดี และตนก็ทำงานในแวดวงความสวยงามก็ต้องดูแลตัวเอง แต่พอได้อ่านข่าวจาก "คม ชัด ลึก" ว่า สารตัวที่จะไปฉีดยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยากับ อย.ของไทย เลยเปลี่ยนใจและโทรศัพท์ไปถามหมออีกครั้งว่า สารนี้มีผลกระทบอะไรหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าขึ้นอยู่กับแต่ละคน ฟังอย่างนั้นแล้วจึงตัดสินใจไม่ฉีด "ตั้งใจจะไปฉีดอยู่แล้วเชียว ดีว่าเห็นข่าวเสียก่อน แล้วหมอยังบอกว่าก็แล้วแต่นะ ไม่คอนเฟิร์มด้วยว่าจะปลอดภัยหรือไม่ เลยไม่ฉีดดีกว่า เพราะจริงๆ ก็รู้มาว่าสารที่นำมาฉีดทำให้ผิวเนียนสวยนี้มีในพืชผักผลไม้ทั่วไป ถ้าเราเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ก็จะได้สารตัวนี้เอง และการเลือกรับประทานอย่างนี้ก็ไม่มีสารพิษสะสมในร่างกายด้วย" เมกอัพชื่อดังเล่า
วันเดียวกัน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา พร้อมด้วย นพ.อำนาจ กุสลานันท์ เลขาธิการแพทยสภา ร่วมแถลงข่าวกรณีคลินิกเสริมความงามชื่อดังหลายแห่งใช้สารกลูตาไธโอนฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อให้ผิวขาวขึ้น ที่อาคารเฉลิมพระบารมี ซอยศูนย์วิจัย กทม. โดย ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า กรณีนี้แพทยสภามีความเห็นว่า 1.การใช้สารกลูตาไธโอนซึ่งไม่เคยได้รับอนุญาตจาก อย.นั้น ถือเป็นการกระทำผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม 2.การใช้ยาฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อให้ผิวขาว ยังไม่ได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานในการรักษา และยังมิได้มีการศึกษาถึงผลเสียในระยะยาว 3.การโฆษณาเรื่องทำให้ผิวขาวและมีแสงออกจากตัวเป็นการโฆษณาเกินจริง ซึ่งผิดข้อบังคับของแพทยสภาเรื่องจริยธรรม
นายกแพทยสภา กล่าวต่อว่า แพทยสภาได้ส่งเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาทางด้านจริยธรรมแล้ว โดยไม่มีผู้ร้องขอ และจะพิจารณาให้เร็วที่สุด คาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการจริยธรรมของแพทยสภาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ทั้งนี้ อาจจะต้องขอความเห็นจากราชวิทยาลัยและสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ขอให้แพทย์ที่เกี่ยวข้องหยุดการใช้ยาที่ผิดกฎหมายนี้ทันที ขณะเดียวกัน แพทยสภากำลังดำเนินการ เพื่อร่างข้อบังคับเรื่องการสร้างเสริมความงาม เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลที่ถูกต้องและปลอดภัยยิ่งขึ้น
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
