คอลัมน์ ส่องโรค ไขสุขภาพคนไทยมักเรียกยาปฏิชีวนะว่า ยาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง และทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเมื่อมี คออักเสบ ต้องกินยาแก้อักเสบโรคจึงจะหาย อันเป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง
การอักเสบเป็นผลจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอม เช่น เมื่อผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้สูดหายใจเอาฝุ่นที่ตนเองแพ้เข้าไปก็จะเกิดการอักเสบขึ้นที่จมูก ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หากเป็นโรคหอบหืดก็จะเกิดการอักเสบที่หลอดลมทำให้หลอดลมตีบเกิดอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือหากตากแดดนานๆ ก็จะเกิดการอักเสบที่ผิวหนัง ยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์ต่อการอักเสบเพราะเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ส่วนการอักเสบที่กล่าวมาไม่ได้มีสาเหตุจากเชื้อโรค การอักเสบส่วนใหญ่เป็นโรคที่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
เจ็บคอ เป็นอาการที่พบได้บ่อยเมื่อป่วยด้วยโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน ขณะเจ็บคอย่อมมีการอักเสบขึ้นในบริเวณลำคอ (คออักเสบ) เนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อการติดเชื้อ แต่การติดเชื้อที่คอร้อยละ 85 ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแต่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโรคหวัด ไวรัสโรคไข้หวัดใหญ่ ไวรัสโรคมือ เท้า ปาก เป็นต้น ดังนั้น การเจ็บคอ 8 ครั้ง ใน 10 ครั้ง จึงไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ และไม่ทำให้โรคหายเร็วขึ้นแต่อย่างใด
ครู เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เภสัชกร พยาบาล และแพทย์จึงควรสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับสังคมไทย ด้วยการเลิกเรียกยาปฏิชีวนะว่ายาแก้อักเสบ เพื่อขจัดความเข้าใจผิด
ยาปฏิชีวนะ เป็นยาอันตราย หากเราต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพราะเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียเราจะได้รับประโยชน์จากการใช้ยา ซึ่งคุ้มต่อความเสี่ยงต่ออันตรายจากยา แต่หากเราใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่ไม่จำเป็น เช่น โรคหวัด เจ็บคอ ทั่วๆ ไป เราจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แต่เรากำลังรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นซึ่งอาจทำให้เสียชีวิต พิการ เช่น ตาบอด อวัยวะสำคัญ เช่นตับถูกทำลาย เกิดโรคแทรกซ้อน เช่นท้องเดินรุนแรงจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้อำนวยการโครงการ Antibiotics Smart Use โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
หน้า 5
ข้อมูลจาก มติชน
