โดย ภาสกร จำลองราช padsakorn@hotmail.comเสียงนักประกาศข่าวสาวทางโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เล่าถึงบรรยากาศก่อนวันแรงงานแห่งชาติในปีนี้ว่า กลุ่มองค์กรแรงงานต่างๆ ได้ยื่นข้อเรียกร้องในหลายประเด็น
แต่หลายข้อเป็นการขอซ้ำๆ กับปีที่แล้ว แต่เขาอาจยังไม่ได้ก็เลยต้องขออีก เธอพูดพร้อมกับเหลียวมองไปยังเพื่อนนักประกาศข่าวด้วยกัน ด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วชวนเห็นอกเห็นใจผู้ใช้แรงงาน
พีธีกรรม จัดงานวันแรงงานที่ท้องสนามหลวงในทุกๆ ปี จุดสุดยอดของงานคือ การยื่นข้อเรียกร้องต่างๆ ผ่านประธานการจัดงาน (ประธานสภาองค์กรลูกจ้างคนใดคนหนึ่ง) ให้กับประธานเปิดงานซึ่งส่วนใหญ่คือ นายกรัฐมนตรี
ข้อเรียกร้องต่างๆ พยายามอธิบายถึงเรื่องที่ผู้ใช้แรงงานยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้น จึงต้องขอๆๆๆฆแล้วก็ขอ เพื่อให้รัฐบาลสนองตอบ
การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เป็นไปในลักษณะนี้มาโดยตลอด
ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนทั่วไปในสังคม แม้กระทั่งนักประกาศข่าวทางโทรทัศน์รู้สึกเคยชินกับพิธีกรรมการขออย่างเป็นทางการ ในวันแรงงานแห่งชาติ ไม่ว่าคำขอนั้นจะถูกอธิบายด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
พิธีกรรมวันแรงงานจบลงด้วยการที่ประธานการเปิดงาน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือตัวแทนรัฐบาล กล่าวคำปราศรัยพร้อมกับรับปากบ้าง ไม่รับปากบ้างขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่างๆ
บางปีที่ความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำจัดงานกับรัฐบาลเอื้ออาทรกัน เจรจาตกลงกันได้ก่อนวันจัดงาน ภาพก็จะออกมาว่ารัฐบาลรับข้อเรียกร้องไปปฏิบัติ เพราะเห็นใจกลุ่มผู้ใช้แรงงาน บางปีถึงขนาดซูเอี๋ยกันเอาเรื่องที่รัฐบาลจะทำอยู่แล้วยัดใส่มือผู้นำแรงงานให้เป็นหนึ่งข้อเรียกร้อง
ปีใดที่ความสัมพันธ์ของ 2 ฝ่าย ค่อนข้างห่างเหินกัน ข้อเสนอต่างๆ ก็จะถูกพับเก็บไว้ พร้อมกับคำตอบที่ฟังดูดีคือ รัฐบาลรับไว้พิจารณา แต่เหตุการณ์หลังนี้เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก
พ้นวันเมย์เดย์ก็แยกย้ายกันไป เจอกันใหม่ปีหน้า อย่างมากกลุ่มผู้นำแรงงานก็ตั้งเงื่อนไขติดปลายนวมไว้หน่อย เราจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาติดตามตรวจสอบ ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการเราจะ.... เพราะที่ผ่านมาถูกวิจารณ์มาก ถึงความว่างเปล่าภายหลังจัดงาน
การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2550 ซึ่งรัฐบาลตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแสวงหาแนวร่วมมวลชน เลยอัดฉีดเม็ดเงินให้กับคณะผู้จัดงานเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนๆ อีกเท่าตัว รวมเป็นเงิน 3.1 ล้านบาท แถมสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ผันเงินอีก 2 ล้านบาท จัดทำเสื้อแจกผู้มาร่วมงานด้วย
เชื่อได้ว่าการจัดปีนี้คงคึกคักเป็นพิเศษ สมใจทั้งคนจัดงานและคนออกเงิน ส่วนสังคมจะได้อะไรหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แค่มีการแสดงหลากหลายให้ได้ดู มีเสื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านก็ถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองวันแรงงานแห่งชาติแล้วไม่ใช่หรือ ??
ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งบรรดาผู้นำแรงงานวนเวียนกันเป็นประธานจัดงานอยู่ไม่กี่คน ได้จดจำเอาแต่เฉพาะรูปแบบ หรือกระเทาะเอาแต่ เปลือก ของการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ที่ปูชนียบุคคลของวงการแรงงานในอดีตคิดไว้มาใช้ ส่วนเรื่อง อุดมการณ์ หรือ แก่นสาร นั้น ไม่ต้องพูดถึง
อย่าหวังจะได้ยินเสียงประกาศกลางสนามหลวงเลยว่า ปีนี้พวกเราจะทำ...ให้สังคม
นับวันสังคมของผู้นำแรงงานกลุ่มนี้ถูกตีกรอบไว้แคบๆ อยู่แต่ในโรงงาน หรือในกลุ่มสหภาพแรงงาน หรือในบรรดากลุ่มผู้นำแรงงานเท่านั้น ในขณะที่ภาคประชาชนในสาขาอาชีพต่างๆ ต่างก่อรูปขยับขยายกันอย่างกว้างขวาง
ขบวนการแรงงานที่เคยทรงพลังและได้รับการยกย่องให้เป็นพันธมิตรในระบอบประชาธิปไตย กลับถูกตีกรอบและบั่นทอนกำลังลงเรื่อยๆ
สาเหตุหลักมาจากการกัดกร่อนตัวเอง แม้จะมีองค์กรแรงงานบางส่วนพยายามแหวกกรอบนี้ออกไป แต่ภาพของขบวนการแรงงานที่ถูกเหมารวม ทำให้ยากที่คนทั่วไปในสังคมจะแยกแยะน้ำดีออกจากน้ำเสียได้
ทุกวันนี้แม้จะมีการจัดตั้งองค์กรแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น ตั้งแต่ระดับสหภาพแรงงานไปจนถึงสภาองค์การลูกจ้าง แต่เป็นความมากในเรื่องของปริมาณ ไม่ใช่มากด้วยคุณภาพหรืออุดมการณ์
โดยเฉพาะในระดับสภาองค์การลูกจ้างซึ่งขณะนี้มีอยู่ถึง 11 แห่ง แต่เป็นที่ทราบกันภายในว่าบางสภาองค์การลูกจ้างจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ตามความประสงค์ของตัวประธานและลูกพี่ใหญ่ อย่างน้อยก็มีที่นั่งในไตรภาคีชุดใดชุดหนึ่ง และเพิ่มคะแนนเสียงการโหวตในบางคราว
บางคนเป็นผู้นำสภาองค์การลูกจ้างมาเกือบ 30 ปี สามารถใช้ตำแหน่งนี้สร้างความร่ำรวยจนเกินฐานะที่จะเรียกว่า ลูกจ้าง ได้อีก และทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นผู้นำองค์กรอยู่ ขณะที่ประธานบางส่วนก็วนเวียนหากินอยู่ในบอร์ดประกันสังคมซ้ำแล้วซ้ำอีก จนมีบริษัทเป็นของตัวเอง พอฐานะดีระดับหนึ่งก็หันไปเล่นการเมือง พอไม่ได้เรื่องก็กลับมาหากินในวงการแรงงานต่อ
ผู้นำแรงงานเหล่านี้ได้เป็นตัวเร่งความ เสื่อม ในขบวนการแรงงาน แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อพวกเขายังเป็นที่ต้องการของนักการเมืองและผู้บริหารกระทรวงแรงงาน
วงการแรงงานคือ ภาพจำลองสังคมการเมืองไทย
การรวมตัวของสหภาพแรงงานที่ยกระดับใหญ่เป็นสภาองค์การลูกจ้างต้องล้มเหลว เพราะถูกแปรเปลี่ยนเจตนารมณ์อย่างชัดเจน ทำให้ลูกจ้างจำนวนหนึ่งเกิดความเบื่อหน่าย และหันไปจับกลุ่มทำกิจกรรมกันเองในระดับสหภาพกลุ่มย่านต่างๆ แต่คนของทางการมักมองว่าเป็นกลุ่มเถื่อน เพราะมักกระด้างกระเดื่อง และไม่ทำตัวเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกให้นักการเมืองหรือผู้บริหารกระทรวงแรงงาน
เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เห็นการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติในหลายปีที่ผ่านมา มีการแยกขบวน แยกเวทีกันอย่างชัดเจน
ขบวนการแรงงานได้ตกยุคการปฏิรูปอย่างสิ้นเชิง จนก้าวไม่ทันการพัฒนาสังคมในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่เคยมีฐานอันแข็งแกร่ง แต่กลับไม่มีการต่อยอดให้ทันสมัย
นิยามคำว่า ผู้ใช้แรงงาน หรือ ลูกจ้าง ในขบวนการแรงงาน ควรขยายออกไปให้กว้างขวางตามสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แต่ในโรงงานหรือสมาชิกสหภาพ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่แสนคน อย่างน้อยในระบบประกันสังคมก็มีลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนอยู่กว่า 8 ล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งพนักงานบริษัทใหญ่โตไปจนถึงเอ็นจีโอ ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแรงงานได้
ที่สำคัญคือ ขบวนการแรงงานต้องมีความกล้า ลุกขึ้นมากำจัด เหลือบ ที่เกาะกินเลือดเนื้อของผู้ใช้แรงงานอยู่ทุกวันนี้ออกจากระบบให้ได้ จะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะคนวงในต่างก็ทราบช่องทางหากินของผู้นำเหลือบเหล่านี้ดี
สังคมที่ยุ่งเหยิงทุกวันนี้ ก็เพราะมัวแต่รอภาพใหญ่ของคำว่า ปฏิรูป แต่กลับไม่รู้จักปฏิรูปตัวเองกันก่อน
สังคมกำลังรอฟังอยู่ว่าเมื่อไหร่ คำประกาศก้องในวันแรงงานแห่งชาติจะมีคำว่า ให้ มากกว่าคำว่า ขอ
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
