เปิดคำสั่งมหาเถรห้ามพระชุมนุมเรียกร้องการเมือง สสร.หารือนอกรอบแบ่งกลุ่มเตรียมแปรญัตติ รธน. แฉอำนาจเก่าภาคเหนือต่อท่อน้ำเลี้ยงล้มประชามติการที่พระสงฆ์ออกมาเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นที่ถกเถียงกันว่า เหมาะสมหรือไม่ ล่าสุดพบคำสั่ง มหาเถรสมาคม ลงนามโดยสมเด็จพระสังฆราชพระญาณสังวร สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ลงวันที่ 2 มกราคม 2538 เรื่อง"ห้ามพระภิกษุเกี่ยวข้องกับการเมือง"
สาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าว นั้น ในข้อ4 ระบุว่าห้ามพระภิกษุสามเณร เข้าไปในที่ชุมนุมหรือในบริเวณสภาเทศบาล หรือสภาการเมืองอื่นใด หรือในที่ชุมนุมทางการเมืองไม่ว่ากรณีใดๆ, ข้อ5 ห้ามพระภิกษุสามเณรทำการใดๆอันเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่การหาเสียง เพื่อเลือกตั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาเทศบาลหรือสภาการเมืองอื่นใด แก่บุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ,ข้อ6ห้ามพระภิกษุสามเณร ร่วมชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลใด,ข้อ 7 ห้ามพระภิกษุสามเณร ร่วมอภิปราย หรือบรรยายเกี่ยวกับการเมืองซึ่งจัดขึ้นทั้งในวัดและนอกวัด และข้อ 8 ให้พระสังฆาธิการตั้งแต่ชั้นเจ้าอาวาสขึ้นไป ผู้มีอำนาจหน้าที่ในทางปกครอง ชี้แจงแนะนำผู้อยู่ในปกครองของตนให้ทราบคำสั่งมหาเถรสมาคมนี้ และกวดขันอย่าให้มีการฝ่าฝืนละเมิด
ทั้งนี้เหตุผลในการออกคำสั่งดังกล่าว เพื่อไม่ให้ต้องการทางโลกติเตียน เนื่องจากภิกษุคือผู้สงบ ผู้เว้นจากกิจกรรมอันเศร้าหมองมีโทษ
ประสงค์ยอมรับอ่อนประชาสัมพันธ์
ด้านนต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ยอมรับว่ายังอ่อนด้านประชาสัมพันธ์ ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญในบางประเด็น จึงต้องอาศัยเครื่องมือของรัฐในการเร่งทำประชาสัมพันธ์ในเนื้อหาสาระแต่ละเรื่องให้ประชาชนเข้าใจมากกว่าเดิม
สำหรับข้อเสนอให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น นต.ประสงค์ คงไปพูดกันในขั้นการแปรญัตติ น่าจะได้เห็นว่ามีประเด็นใดบ้างต้องแก้ไขปรับปรุง โดยต้องนำผลการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อปรับปรุงแก้ไข
ส่วนที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เห็นว่าการบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญก็ไม่เสียหาย จะเป็นแรงกดดันอะไรหรือไม่ น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า แสดงให้เห็นว่า คมช.ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่ามีใบสั่ง ก็แสดงว่าไม่มี เพราะเป็นความเห็นส่วนตัวของประธาน คมช. ซึ่งก็เหมือนความเห็นของคนทั่วไป ไม่มีการกด
แม่ทัพภาค1ห่วงชาวบ้านไม่เข้าใจ
วันเดียวกันกรุงเทพมหานคร พร้อมกองทัพภาคที่ 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมทำกิจกรรมชุมนมสัมพันธ์ที่วัดวชิรธรรมสาธิต เขตพระโขนง โดยพล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ร่วมทำกิจกรรมไปแล้ว 1,800 หมู่บ้าน ใน 50 เขตของ กทม. มีทหารเป็นผู้ประสานงานอย่างใกล้ชิด เป็นโครงการที่มารับทราบปัญหาของประชาชนในพื้นที่ และนำปัญหาไปแก้ไขในระดับบน ที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมืออย่างดีในการเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาของประชาชนอย่างยั่งยืน ให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
แม่ทัพภาคที่1 ยังฝากไปยังผู้นำชุมชนต่างๆรู้จักหน้าที่ของตนเองตามรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ลืมหน้าที่ที่มีต่อสังคม บ้านเมือง จะปลอดภัยและมีความสุขได้ ทุกคนต้องช่วยกันดูแล เราไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ภายในวันเดียวหรือเดือนเดียว แต่ต้องใช้เวลา และเวลาที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ทุกอย่างเป็นไปตามวาระ ตามขั้นตอน และเมื่อถึงเวลานั้น จะมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง เป็นรัฐบาลที่ถูกต้องที่เราเลือกมาโดยตรง
อย่างไรก็ตามแม่ทัพภาคที่ 1 ห่วงใยในกรณีที่ประชาชนอาจยังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้มากกว่าเดิม
แฉอำนาจเก่าภาคเหนือต่อท่อล่ม รธน.
นายสมยศ สมวิวัฒน์ไชย ส.ส.ร.กล่าวในที่ประชุมว่า จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในภาคเหนือและมีการเชิญสื่อมวลชนท้องถิ่นมาพูดคุยกันทำให้ทราบว่าในหลายพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของกลุ่มอำนาจเก่าเช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ไม่รับร่างรับธรรมนูญ ซึ่งตนทราบว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นผู้บริหารสำคัญของกลุ่มอำนาจเก่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการทำงาน โดยมีการต่อท่อน้ำเลี้ยง โดยบางส่วนก็ใช้การบอกต่อกันแบบปากต่อปากซึ่งไดผลดีในพื้นที่ โดยสื่อมวลชนในท้องถิ่นก็มีแนวโน้มไปตามกระแสการชักจูงดังกล่าว ดังนั้น ส.ส.ร. ควรจะร่วมมือกับภาครัฐทั้งกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความสามารถในการลงพื้นทีเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งเรื่องนี้ตนจะเชิญสื่อมวลชนระดับภูมิภาคมาพูดคุยกันในกรรมาธิการด้วยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันอีกครั้งด้วย
อย่างไรก็ตามในตอนท้าย เลขานุการกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าประเด็นต่างๆที่สสร.มีความเห็นไม่ตรงกันกับกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และห่วงใยจะแพ้โหวตนั้นตนมองว่ายังมีเวลาในขึ้นแปรญัตติแก้ไขกันต่อไปและเราคงต้องประชุมกันถี่มากกว่าเดิม